วันอังคารที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

โนเบิลกางแผน 5 ปีตั้งเป้ายอดขาย

“ในช่วง 5 ปี หากยอดขายแตะ 1 หมื่นล้านบาท บริษัทคงติดอันดับ 6 ถึง 7 ในตลาดอสังหาริมทรัพย์ โดยโนเบิล ยังมุ่งพัฒนาโครงการที่มีแนวคิดที่แตกต่างจากผู้ประกอบการรายอื่น  รวมถึงพิจารณาเพื่อโครงกาเพื่อจับตลาดระดับล่าง ที่บริษัทฯยังไม่มีความถนัด เนื่องจากที่ผ่านมาเป็นผู้พัฒนาโครงการระดับไฮเอ็นมาโดยตลอด”

สำหรับ ในปีนี้บริษัทฯมีแผนเปิดตัวโครงการใหม่ 4  โครงการ มูลค่าโครงการรวม 6,000 ล้านบาท ขณะนี้เปิดเผยรายละเอียดได้ 2 โครงการ โดยโครงการแรกในช่วงปลายไตรมาสสอง เป็นคอนโดมิเนียมย่านรัชดาภิเษก จำนวน 400-500 ยูนิต เนื้อที่ 7 ไร่  มูลค่าโครงการ 2,000 ล้านบาท  จับตลาดระดับบนราคา 9 หมื่นกว่าบาทต่อตร.ม.  และโครงการคอนโดมิเนียมในซ.อารีย์ พหลโยธิน เนื้อที่ 2 ไร่ครึ่ง จะเปิดขายในไตรมาส 3   ราคาขายไม่ต่ำกว่า 1 แสนบาทต่อตร.ม. ส่วนอีก 2 โครงการนั้นยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้แต่จะยังพัฒนาเป็นคอนโดมิเนียม ในเมือง โดยปีนี้บริษัทฯตั้งงบซื้อที่ดินไว้ 2,500 ล้านบาท
นายธงชัยกล่าวว่า ตัวเลขยอดขายในปีนี้จะต่ำกว่าปีที่ผ่านมาประมาณ 20% แต่ยอดรับรู้รายได้จะสูงกว่าปีก่อน 10% เนื่องจากจะมีโครงการใหม่ที่เปิดตัวน้อย แต่ยังมีการโอนโครงการมากกว่าปีที่ผ่านมา  ปัจจุบันบริษัทฯมีสินค้ารอรับรู้รายได้หรือแบ็คล็อคอยู่ 1.2 หมื่นล้านบาท อาทิ โครงการโนเบิล รีฟอร์ม  โนเบิล รีฟายด์  มูลค่า 2,500 ล้านบาท และโครงการที่ยังเป็นสินค้าคงค้างอยู่อีกคิดเป็นมูลค่า  3 ,000 กว่าล้านบาท  ส่วนโครงการโนเบิล เพลินจิต  มูลค่า 1.45 หมื่นล้านบาท  จำนวน 1,442  ยูนิต ปัจจุบันโครงการดังกล่าว มียอดขายแล้ว 60%หรือ 7,000 ล้านบาท คาดว่าจะสามารถปิดการขายในอีก 2  ปี  และก่อสร้างเสร็จในปี  2558
“เชื่อว่าตลาดอสังหาฯจะเริ่มกลับมาคึกคักอีกครั้งในช่วงครึ่งปีหลัง  ซึ่งผลกระทบจากภาวะน้ำท่วมในปีก่อน ได้ส่งผลกีต่อตลาดคอนโดฯในเมือง ขณะที่การพัฒนาคอนโดในเมืองจะต้องระมัดระวัง เพิ่มขึ้น เพื่อป้องกันปัญหาน้ำท่วมที่อาจจะเกิดขึ้น เช่น การถมที่ดินให้สูงขึ้นกว่าระดับถนน” นายธงชัยกล่าว    


โนเบิลกางแผน5ปีตั้งเป้ายอดขายแตะ 1 หมื่นล้านบาทลุยทั้งตลาดระดับบน-ยันล่าง พร้อมเร่งศึกษาโครงการจังหวัดหัวเมืองท่องเที่ยว
 
 นายธงชัย บุศราพันธ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โนเบิล ดีเวลลอปเมนท์ เปิดเผยว่าได้วางแผนระยะยาว5  ปีจะต้องมียอดขายถึง 1 หมื่นล้านบาท โดยมีแผนจะพัฒนาโครงการที่จับตลาดระดับบน และระดับล่าง ขณะเดียวกันก็เร่งศึกษาโครงการในจังหวัดหัวเมืองท่องเที่ยว อย่างเช่น ชะอำ หัวหิน พัทยา เกาะสมุย และภูเก็ต ซึ่งที่ภูเก็ตบริษัทฯให้น้ำหนักมากที่สุด อาจจะเริ่มพัฒนาก่อนในปี 2556



โพสต์ทูเดย์

บ้านเอื้ออาทรเฟส 2 ไม่มีปัญหา

การเคหะฯ ยัน บ้านเอื้ออาทรเฟส 2 ไม่มีปัญหา เน้นพื้นที่ที่มีความต้องการจริง


 
          บ้านเอื้ออาทรรูปแบบเดิม

นายวิฑูรย์ เจียสกุล ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ (กคช.) เปิดเผยว่า กคช.อยู่ระหว่างการศึกษาถึงความเป็นไปได้ในการจัดทำโครงการที่อยู่อาศัย สำหรับผู้มีรายได้น้อยลักษณะเดียวกับบ้านเอื้ออาทร ตามนโยบายของ รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ส่วนจะมีการก่อสร้างเพิ่มเติมอีกกี่หน่วย หรือก่อสร้างในทำเลไหนขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้และความต้อง การในแต่ละทำเล
อย่างไรก็ตาม โครงการใหม่จะไม่ใช้ชื่อว่า “เอื้ออาทร” อีก และยืนยันว่าโครงการใหม่นี้จะดำเนินงานด้วยความโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ โดยจะไม่สร้างในทำเลที่ไม่มีความต้องการ ซึ่งทำให้เกิดความต้องการเทียมเหมือนกับที่เคยขึ้นกับโครงการบ้านเอื้ออาทร เฟสแรกอีก เพราะมีประสบการณ์ในการทำงานมาแล้ว
โครงการเอื้ออาทรในปัจจุบันยังอยู่ระหว่างการก่อสร้างอีกประมาณ 2 หมื่นหน่วย ซึ่ง กคช.จะเร่งสร้างและปิดโครงการให้ได้ภายในปี 2556 และอาจปรับเพิ่มราคาตามต้นทุนและทำเลอีกในปีนี้ โดยเฉพาะในทำเลที่น้ำไม่ท่วม ซึ่งขณะนี้ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ราคาจึงปรับเพิ่มอีกประมาณ 10%
นายวิฑูรย์ กล่าวว่า ส่วนนโยบายในการดำเนินงานของ กคช.ในปีนี้จะให้ความสำคัญกับการทำระบบป้องกันน้ำท่วม ตามพื้นที่หลักที่ประสบปัญหาน้ำท่วม เช่น บางบัวทอง ปทุมธานี นครปฐม นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับเรื่องการพัฒนาโครงการชุมชนน่าอยู่สบายใน เขตกรุงเทพฯ ปริมณฑล และภูมิภาค จำนวน 5 หมื่นหน่วย เริ่มตั้งแต่ปี 2551-2561 โดยในระยะแรกจะจัดสร้าง 25 โครงการ ประมาณ 1.5 หมื่นหน่วย เช่น โครงการพาร์ควิลล์–ร่มเกล้า โครงการเคหะชุมชน ศรีสะเกษ 2 ฯลฯ
นอกจากนี้ ยังมีนโยบายพัฒนาโครงการบ้านเอื้ออาทร ประหยัดพลังงาน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษารูปแบบและเทคโนโลยีที่เหมาะสมระหว่าง กคช. บริษัท เซลเลนเนียม (ประเทศไทย) และบริษัท ฮอร์สชู พอยท์ ซึ่งเป็นผู้ออกแบบและจัดทำระบบต่างๆ ของบ้านประหยัดพลังงาน โดยคาดว่าโครงการต้นแบบแห่งแรกจะเริ่มได้ในปี 2556
ทั้งนี้ จะนำเทคโนโลยีที่ทั้งสามหน่วยงานมาศึกษาร่วมกันเพื่อปรับใช้กับบ้านเอื้อ อาทร ซึ่งทาง กคช.จะเป็นผู้ลงทุนเรื่องระบบประหยัดพลังงานในโครงการต่างๆ และผู้ซื้อบ้านในโครงการนี้จะมีต้นทุนเพิ่มหน่วยละ 9 หมื่น1 แสนบาท หรือมีภาระในการผ่อนชำระเพิ่มขึ้นจากค่างวดปกติอีกเดือนละ 1,000 ใน 8 ปีแรกของการผ่อนชำระแต่สิ่งที่จะได้คือค่าไฟฟ้าที่จ่ายจะลดลง และประหยัดในระยะยาว

โพสต์ทูเดย์

ปรับราคาวัสดุก่อสร้าง 5% 'ตราเพชร'

นายสาธิต สุดบรรทัด รองกรรมการผู้จัดการสายการขายและการตลาด บริษัท ผลิตภัณฑ์ตราเพชร ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ระบบหลังคา ไม้สังเคราะห์ พื้นไม้ลามิเนต แผ่นบอร์ดยิปซัมภายใต้แบรนด์ตราเพชร เปิดเผยว่าจากความต้องการใช้วัสดุก่อสร้างโดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่ใช้ปูน ซีเมนต์ เป็นส่วนประกอบในการผลิตกระเบื้องหลังคา  ส่งผลให้ราคาขายในไตรมาสแรกปีนี้ ต้องมีการปรับราคาขึ้น 3-5% และคาดว่าทั้งปีต้องปรับราคาขายขึ้นเฉลี่ย  5%

 
สาธิต

“หลังจากผ่านเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ต้นทุนในการผลิตวัสดุก่อสร้างมีการปรับ ตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะปูนซีเมนต์ที่เคยให้ส่วนลด 30% โดยได้ดึงเพดานส่วนลดกลับ 15-20%  อีกทั้งต้นทุนค่าขนส่งปรับสูงขึ้นจากราคาน้ำมัน ทำให้บริษัทฯต้องแยกค่าขนส่งออกต่างหาก และมีการคิดราคาเพิ่มกับตัวแทนจำหน่ายตามระยะทาง”
สำหรับทิศทางการทำตลาดในปีนี้ บริษัทให้ความสำคัญกับช่องทางขายผ่านห้างค้าปลีกวัสดุก่อสร้างขนาดใหญ่มาก ขึ้น หลังจากผู้ประกอบการได้ขยายการลงทุน เปิดสาขาเพิ่มทั้งในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และต่างจังหวัดเพื่อรองรับพฤติกรรมของลูกค้าที่หันมาซื้อสินค้าวัสดุก่อ สร้างผ่านช่องทางดังกล่าวมากขึ้น  ซึ่งในปีที่ผ่านมาช่องทางการขายผ่านโมเดิร์นเทรดมีอยู่ 5% คาดว่าปีนี้จะขยับไปสูงถึง 10%  
พร้อมกันนี้บริษัทจะเน้นขายสินค้าเป็นโซลูชั่นมากขึ้นเพื่อเพิ่ม ประสิทธิภาพ ลดระยะเวลาก่อสร้าง รวมถึงต้นทุน เช่นระบบโครงหลังคาสำเร็จรูป ระบบผนังสำเร็จรูป  กระเบื้องมุงหลังคาจตุลอน และผลิตภัณฑ์กลุ่มไฟเบอร์ซีเมนต์ หลังจากบริษัทฯได้เดินสายการตลาดเอ็นที 10 มีกำลังการผลิต 7.2  หมื่นตัน พร้อมที่จะเริ่มผลิตสินค้าได้กลางปีนี้ ช่วยให้บริษัทฯมีความสามารถการแข่งขันในการทำตลาด  ขณะเดียวกันปีที่ผ่านมาบริษัทฯได้ซื้อที่ดินในจ.สระบุรี เพิ่มอีก 150 ไร่ เพื่อรองรับกับการลงทุนโรงงานผลิตคอนกรีตมวลเบา โดยได้ลงทุนไปจำนวน 700  ล้านบาท คาดว่าจะสามารถเริ่มผลิตได้ในปี 2556  มีกำลังการผลิต 1.4 แสนตันต่อปี ซึ่งจะสร้างยอดขายได้ไม่ต่ำกว่า 500 ล้านบาทต่อปี และคาดว่าจะคืนทุนได้ภายใน 4-5 ปี       
นอกจากนี้บริษัทฯจะขยายตลาดส่งออกเพิ่มขึ้น จากปัจจุบันที่ส่งออกไปยังตลาดประเทศเพื่อนบ้าน 10 ประเทศ  โดยมองว่าประเทศพม่ามีศักยภาพเพิ่มขึ้นหลังจากรัฐบาลเปิดประเทศ ทำให้เชื่อว่าจะขยายตลาดส่งออกเพิ่มขึ้นเป็น 10% จากปีที่ผ่านมาสัดส่วนการส่งออกอยู่ที่ 7-8%  และคาดว่ายอดขายรวมปีนี้จะเติบโต 13% หรือมียอดขายรวม 3,900  ล้านบาท

โพสต์ทูเดย์

วันจันทร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

เขื่่อนรอบนิคมป้องน้ำ

การก่อสร้างเขื่อนในพื้นที่ นิคมอุตสาหกรรม เขตประกอบการอุตสาหกรรมและสวนอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบ 6 แห่ง ภายหลังได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์น้ำท่วม ซึ่งส่วนใหญ่จะเริ่มภายในเดือนกุมภาพันธ์ และจะสิ้นสุดในเดือนสิงหาคม ในวงเงินรวมทั้งสิ้น
4,833 ล้านบาท

โดยเขตประกอบการอุตสาหกรรมโรจนะ ก่อสร้างเขื่อนระยะทางประมาณ 77.6 กิโลเมตร ใช้งบประมาณ 2,233 ล้านบาท ซึ่งเริ่มมีแผนในการก่อสร้างวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2555 และจะแล้วเสร็จตามแผนในวันที่ 30 กันยายน 2555 นิคมอุตสาหกรรมไฮเทค ก่อสร้างเขื่อนความยาว 13 กิโลเมตร งบประมาณ 500 ล้านบาท เริ่มดำเนินการในวันที่ 1มีนาคม 2555 เสร็จสิ้น 31 สิงหาคม 2555

นิคม อุตสาหกรรมบางปะอิน จะก่อสร้างเขื่อนเป็นระยะทางประมาณ 11 กิโลเมตร ภายใต้งบประมาณ 728 ล้านบาท โดยเริ่มก่อสร้างในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2555 และจะแล้วเสร็จในวันที่ 31 กรกฎาคม 2555 สวนนิคมอุตสาหกรรมบางกะดี ความยาวเขื่อนประมาณ 8.5 กิโลเมตร 272 ล้านบาท เริ่มก่อสร้างวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2555 และจะเสร็จสิ้นในวันที่ 31 สิงหาคม 2555

สวนอุตสาห กรรมนวนคร ก่อสร้างเขื่อนความยาวประมาณ 18 กิโลเมตร เริ่มดำเนินการวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2555 แล้วเสร็จ 31 สิงหาคม 2555 โดยมีงบประมาณการก่อสร้าง700 ล้านบาท และนิคมอุตสาหกรรมสหรัตนนคร จะทำการก่อสร้างเขื่อนความยาว 13 กิโลเมตร ใช้งบประมาณ 400 ล้านบาท โดยมีแผนการก่อสร้างจะเริ่มในเดือนเมษายน 2555 และกำหนดเสร็จสิ้นวันที่ 31 สิงหาคม 2555

อย่างไรก็ตาม ภาพรวมของการฟื้นฟูนิคมอุตสาหกรรม ทั้ง 6 นิคม ขณะนี้ มีโรงงานประกอบกิจการไปแล้ว 328 ราย คิดเป็น 39.57% ของโรงงานทั้งหมด 838 ราย โรงงานขนาดใหญ่ และวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่ิอม(SME) เปิดดำเนินการแล้ว 1,009 ราย คิดเป็น 86.29% ของสถานประกอบการทั้งหมด

นาย ชลิตรัตน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในช่วงปลายไตรมาส 1 คาดว่าจะได้ข้อสรุปของผู้ประกอบการทั้ง 6 นิคม ว่าจะดำเนินการย้ายฐานการผลิตหรือไม่

ด้านนายขจรศักดิ์ มหคุณวรรณ ที่ปรึกษา บริษัทสวนอุตสาหกรรมโรจนะ จำกัด(มหาชน) ระบุว่า งบประมาณที่ใช้ในการสร้างเขื่อนในนิคม 2,233 ล้านบาท เป็นงบประมาณที่ผู้ประกอบในนิคมได้นำมาลงทุนร่วมกัน ซึ่งเป็นการกู้เงินจากธนาคารพาณิชย์อื่น เนื่องจากไม่สามารถรองบประมาณจากทางรัฐบาลได้

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการจะยื่นขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลทันทีเมื่อมีความชัดเจนใน โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำพิเศษ 0.01%ต่อปี ซึ่งขณะนี้มีผู้ประกอบการได้ยื่นขอกู้ไปแล้วบางส่วน โดยรัฐบาลจะให้ความช่วยเหลือ 2 ใน 3 ของงบประมาณ และขณะนี้ทางนิคมโรจนะขณะนี้สามารถเปิดโรงงานได้ประมาณ 35 โรงงานและเดินเครื่องการผลิต 100% ได้ 1 โรงงาน  และมีโรงงานหยุดกิจการไปแล้วประมาณ 14-15 โรงงาน สำหรับการย้ายฐานการผลิต นายขจรศักดิ์ กล่าวว่า ผู้ประกอบการส่วนใหญ่รอความชัดเจนในส่วนของเงินประกัน

วันเสาร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ที่ดินสีลมแพงสุดตารางวาเกือบ 9 แสนบาท

การประกาศราคาที่ดินรอบบัญชีใหม่ พ.ศ. 2555 - 2558 ว่า ขณะนี้ ได้จัดทำบัญชีราคาประเมินที่ดินทั่วประเทศเสร็จเรียบร้อยแล้ว และพร้อมจะประกาศใช้ได้ในวันที่ 1 มกราคม 2555 อย่างแน่นอน ทั้งนี้ ได้ประเมินราคาที่ดินตามมาตรฐานสากล มีการเปรียบเทียบกับราคาซื้อขายที่ดินในตลาด รวมทั้งนำปัจจัยต่างๆ ที่มีอิทธิพลต่อการประเมินราคาที่ดิน เช่น การใช้ประโยชน์ ทำเลที่ตั้ง การคมนาคม สาธารณูปโภค และคุณภาพสิ่งแวดล้อม นอกจากนั้น ยังมีเรื่องของข้อกฎหมายเข้ามาเกี่ยวข้อง อาทิ การผังเมือง การควบคุมอาคาร เพื่อให้ได้ราคาประเมินที่ดินที่สะท้อนมูลค่าที่แท้จริง เป็นธรรม เชื่อถือได้ 
สำหรับการประเมินราคาที่ดินทั่วประเทศนั้น มีอยู่ประมาณ 29.3 ล้านแปลง หรือ 321 ล้านไร่ โดยพบราคาที่ดินทั่วประเทศ เฉลี่ยปรับตัวสูงขึ้นถึงร้อยละ 21.34 ขณะต่างจังหวัด เพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 21.40 ส่วนกรุงเทพฯ เพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 17.13 บริเวณที่มีราคาประเมินที่ดินสูงสุดของประเทศอยู่ที่กรุงเทพฯ ยังคงเป็นถนนสีลม ตั้งแต่แยกศาลาแดง ไปจนถึงแยกนราธิวาสราชนครินทร์ ตารางวาละ 850,000 บาท รองลงมาเป็นถนนราชดำริ จากแยกราชประสงค์ ถึงคลองแสนแสบ และที่ถนนพระรามที่ 1 จากแยกปทุมวัน ถึงแยกราชประสงค์ และที่ถนนเพลินจิต ตลอดสาย ตารางวาละ 800,000 บาท ส่วนภูมิภาค มีพื้นที่ ที่มีการเปลี่ยนแปลงราคาประเมินที่ดินเพิ่มขึ้นสูงที่สุดอย่างน่าสนใจ คือ จ.นราธิวาส เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 141.09 เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจในพื้นที่ค่อนข้างดี ยางพารามีราคาสูง ส่งผลให้มีกำลังซื้อ รองลงมาเป็น จ.บุรีรัมย์ และ ตราด นอกจากนี้ ในต่างจังหวัดที่มีราคาที่ดินสูงสุดยู่ที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ตารางวาละ 400,000 บาท

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook

ประกาศใช้ราคาประเมินที่ดินรอบใหม่

กรมธนารักษ์ เลื่อนการประกาศใช้ราคาประเมินที่ดินรอบใหม่ ออกไปอีก 6 เดือน จากกำหนดที่จะประกาศใช้ในวันที่ 1 มกราคม 2555 เพื่อบรรเทาภาวะความเดือดร้อน จากปัญหาวิกฤตน้ำท่วมใหญ่ของประเทศ ที่กินพื้นที่เป็นบริเวณกว้าง 62 จังหวัด
กรมธนารักษ์ ประกาศเลื่อนใช้ราคาประเมินที่ดินรอบใหม่ที่จะใช้ทำธุรกรรมที่ดิน ระหว่างปี 2555 – 2558 หลังที่กรมที่ดินทำหนังสือผ่านกระทรวงมหาดไทย มายังกรมธนารักษ์ ให้คงราคาที่ดิน เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยน้ำท่วม โดยในที่ประชุมคณะกรรมการกำหนดราคาประเมินทุนทรัพย์นัดพิเศษ เห็นว่าวิกฤตน้ำท่วมครอบคลุมพื้นที่เป็นบริเวณกว้างใน 62 จังหวัดทั่วประเทศ ทำให้ประชาชนต้องสูญเสียทรัพย์สินจำนวนมาก จึงเห็นควรที่จะเลื่อนประกาศใช้ราคาประเมินที่ดินออกไปออกไปอีก 6 เดือน จากเดิมที่กรมธนารักษ์ที่เตรียมจะประกาศใช้ ในวันที่ 1 มกราคม 2555
ด้าน นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่าการเลื่อนประกาศใช้ราคาประเมินที่ดินจะเป็นผลดีต่อการกระตุ้น เศรษฐกิจในด้านต่างต่างๆ นอกเหนือจากมาตรการต่างๆ ของรัฐ ในการช่วยเหลือผู้ประสบภัย ขณะที่กรมธนารักษ์ ระบุว่าการเลื่อนใช้ราคาประเมินที่ดินใหม่ จะทำให้กรมฯ ต้องสูญเสียรายได้จากการจัดเก็บค่าธรรมเนียมในการโอนสิทธิ์ที่ดินประมาณ 6,000 ล้านบาท

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook

มาตรการภาษีเพื่อช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้ได้รับภัยจากน้ำท่วม

หลังจากน้ำท่วมที่ผ่านมา ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ในวันนี้ (4 ม.ค.) เห็นชอบร่างกฎกระทรวงออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากรที่เป็นมาตรการภาษีเพื่อช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้ได้ รับผลกระทบจากอุทกภัย โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้
1. มาตรการหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กำหนดให้ลดหย่อนภาษีเงินได้สำหรับบุคคลธรรมดาที่เป็นค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซม รวมทั้งค่าวัสดุอุปกรณ์ในการซ่อมแซมทรัพย์สินที่เป็นอสังหาริมทรัพย์ที่เป็น ทั้งอาคาร หรือในเขตของอาคาร ห้องชุดในอาคารชุด และทรัพย์สินที่มีการประกอบติดตั้งกับตัวอาคารหรือห้องชุดในอาคารชุด รั้ว หรือประตูรั้ว ไม่เกิน 100,000 บาท โดยทรัพย์สินนั้นจะต้องได้รับความเสียหายที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 25 ก.ค.-31 ธ.ค.54 และอยู่พื้นที่ที่ทางราชการประกาศให้เป็นเขตประสบอุทกภัย โดยได้รับเงินไม่เกิน 100,000 บาท และใช้สิทธิในการยกเว้นภาษีในปี 54 หรือปีภาษี 55 หรือถ้าได้รับสิทธิทั้ง 2 ปี ให้ได้รับสิทธิรวมกันไม่เกิน 100,000 บาท
2. มาตรการหักลดหย่อนภาษีสำหรับค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมรถยนต์ โดยกำหนดให้หักค่าลดหย่อนภาษีโดยการยกเว้นภาษีเงินได้เท่าที่ได้จ่ายเป็นค่า ซ่อมแซมรถยนต์ และวัสดุในการซ่อมแซมรถยนต์ไม่เกิน 30,000 บาท ซึ่งต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังนี้
           2.1.เกิดเหตุอุทกภัยตั้งแต่วันที่ 25 ก.ค.-31 ธ.ค.54
           2.2.ต้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ หรือเป็นผู้เช่าซื้อรถยนต์ และต้องอยู่ในพื้นที่ที่ทางการประกาศเป็นเขตอุทกภัย หากมีรถยนต์เกินกว่า 1 คัน ให้ได้รับสิทธิในการยกเว้นภาษีรวมกันทั้ง 2 คัน ตามจำนวนที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 30,000 บาท