วันเสาร์ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2554

น้ำท่วมปี 2554 ที่ผ่านมา กลัวซ้ำรอย ผวาเขื่อนภูมิพลพัง

                       สวัสดีปีใหม่ทุกท่านครับ ท่านผู้อ่านได้อ่านบทความนี้ก็ล่วงเข้าปี 2555 แล้ว ก็ขอให้ 555 สมกับเลขนี้นะครับ ปีที่ผ่านมาเจอมรสุมหลายอย่างพัดพาเข้ามาในชีวิต รวมถึงผู้เขียนด้วย
                        น้ำท่วมทำเอาซะเครียดกันไปตามๆ กันอยู่กับน้องน้ำมาเดือนกว่า ๆ มีบทเรียนราคาแพงแล้วต่อไปนับแต่วันนี้เป็นต้นไปเราท่านก็ต้องเริ่มศึกษาเรียนรู้และย้ำเตือนตัวเองไว้บ้างก็ดีนะครับ ติดตามข่าวสารเกี่ยวกับน้ำท่วมไว้ จะได้รับมือทันไม่เหมือนปีที่แล้วมาทำอะไรไม่ถูกเลย จะเริ่มอย่างไรก่อนหลัง โซฟาก็ยกคนเดียวไม่ไหว ตู้เย็นวางไว้บนเก้าอี้ ทีวีช่างมันน่าจะรอด น้ำคงไม่สูง ที่ไหนได้ โซฟาแช่มิดทั้งอัน ตู้เย็นลอยเป็นแพ ทีวีจมน้ำเพราะโต๊ะไม้ขี้เลื่อยแช่น้ำนานจะเปื่อย ยุ่ย ล้มแช่น้ำไม่เป็นชิ้นดี เห็นแล้วก็ต้องมาเริ่มกันใหม่ ปล่อยลอยไปกับสายน้ำ    
                        หลังจากได้เป็นผู้ประสบอุทกภัยมา หลาย ๆ สถานที่ที่เราไม่เคยรู้จักมาก่อนก็ได้รู้จักเช่น แยก คปอ. สะพานคู่ ประตูน้ำพระยาสุเรนทร์ เป็นต้น ผมก็พึ่งจะรู้เหมือนกันว่าเขาเรียกกันแบบนั้น
แยก คปอ.
                        วันนี้ได้ติดตามข่าวสารตามหน้าหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ นิตยสารบ้าง เรื่องที่ดัง ๆ ถ้าไม่นับเรื่องยิง ส.ส. ยิง ส.จ. หรือเรื่องมือปืนเมายิงกราดแถวถนนรัชดา แล้วละก็ มีข่าวเรื่องหนึ่งที่เกี่ยวกับน้ำท่วม คือ “ผวาเขื่อนแตก” ก็ต้องเกริ่นนำก่อนว่า ชาวบ้าน จ.ตาก ผวาคำทำนายของ ด.ช.ปลาบู่ ทำนายไว้เมื่อ 38 ปีก่อนว่าเขื่อนภูมิพล จะแตกในวันขึ้นปีใหม่ ปี 2555  แต่ระดับน้ำในเขื่อนก็ยังคงมีปริมาณมาก ทำให้ต้องระบายออกมาวันละ 45 ล้านลูกบาศก์เมตร (สี่สิบห้าล้านนะครับ) โดยเจ้าหน้าที่เขื่อนฯ แจ้งว่าเป็นการระบายตามปกติไม่เกี่ยวกับคำทำนายแต่อย่างใด (ถ้าเป็นจริงผมก็คงไม่รอดเหมือนกันหนีไม่ทัน มัวแต่นั่งนับถอยหลังรับเข้าปีศักราชใหม่) ก็คงต้องนั่งบนแพไม้ที่คอยทำไว้เมื่อสองเดือนที่แล้วมาใช้ไปพลางเป็นแน่
                        อย่างไรเสียชาวบ้านแถว ๆ นั้นต่างก็อพยพหนีไปอยู่บนเขาบนดอยกันหมด เพราะกลัวเขื่อนจะพัง ก็ว่ากันไปอะไรก็เกิดขึ้นได้ขนาดที่ผ่านมาบอกว่าไม่ท่วม น้ำก็ยังท่วม มันห้ามไม่ได้จริง ๆ เวลานี้ก็ต้องกรองข่าวกันดี ๆ ว่าจะเชื่อข่าวทางไหนดีกว่ากัน
                        นายศิริชัย แสงสุวรรณ ผู้ช่วยผู้อำนวยการเขื่อนภูมิพล ยืนยันว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์ตามคำทำนายดังกล่าวอย่างแน่นอน เพราะว่าเขื่อนยังแข็งแรงและทนทานมาก อีกทั้งยังอนุญาตให้ทางจังหวัดเข้ามาจัดงานเคานท์ดาวน์ บริเวณสันเขื่อนภูมิพลอีกต่างหาก ท่านบอกว่าจะได้ยืนยันและสร้างความสบายใจแก่ประชาชน
                      โดยเขื่อนภูมิพลมีการตรวจสอบความแข็งแรงทั้งรายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน รายปี และมีการตรวจสอบความแข็งแรงครั้งใหญ่ทุก ๆ 2 ปี และท่านก็บอกว่ามี 3 ปัจจัยเท่านั้นที่จะทำให้มีโอกาสเขื่อนแตกได้ดังนี้
                      1.น้ำที่มีปริมาณเต็มความจุ ซึ่งอาจทำให้เกิดการขยับตัวของเขื่อนได้ ซึ่งมักเกิดขึ้นในเขื่อนที่สร้างใหม่ แต่เขื่อนภูมิพลเกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้มา 3 ครั้งแล้ว
                        2.แผ่นดินไหว ซึ่งเขื่อนภูมิพลถูกออกแบบให้รองรับแรงสั่นสะเทือนได้มากถึง 7.5 ริกเตอร์ ถือว่าเป็นเขื่อนที่มีความแข็งแรงมาก และที่ผ่านมาแผ่นดินไหวครั้งล่าสุดในประเทศพม่าแรงสั่นสะเทือนก็ยังมาไม่ถึง
                        3.การก่อวินาศกรรม ซึ่งกรณีนี้โอกาสเป็นไปได้น้อยมาก เพราะที่ตั้งของเขื่อนไม่มีแนวติดกับชายแดนแต่อย่างใด
                        เมื่อได้อ่านมาถึงบรรทัดนี้ก็คงเบาใจได้แล้วนะครับ อีกทั้งตอนนี้เวลาก็เข้าปี 2555 แล้วเขื่อนก็ยังไม่แตกนะครับ นอกจากจะมีเหตุการณ์ 3 ข้อข้างต้นเกิดขึ้น ดังนั้นควรคำนึงถึงข้อเท็จริงต่าง ๆ ประกอบด้วย ไม่ใช่เชื่อคำทำนายเสมอไป อย่างคำโบราณว่า “ฟังหูไว้หู” ไว้เจอกันในครั้งหน้าครับ
                        สวัสดีครับ.

ปัญหาน้ำท่วมกับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ( 28 ธันวาคม 2554 )


เมื่อกลางเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ได้จัดสัมมนาวิชาการในหัวข้อ"อสังหาฯฝ่าวิกฤติน้ำท่วม" โดยมีวิทยากรร่วมบรรยายบนเวทีจำนวนมาก นายสัมมา คีตสิน ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์กล่าวว่า จากสถานการณ์มหาอุทกภัยที่ผ่านมาทำให้มียอดโอนกรรมสิทธิ์ลดลงอย่างมาก พื้นที่กรุงเทพฯ 19 เขตที่ถูกน้ำท่วม เดิมมียอดโดนกรรมสิทธิ์เฉลี่ยเดือนละ579 หน่วย เหลือเพียง 277 หน่วยในเดือนตุลาคม โดยเฉพาะในพื้นที่สายไหมที่มียอดโอนกรรมสิทธิ์เฉลี่ยเดือนละ 125 หน่วย นั้นลดลงเกือบ 70 เปอร์เซ็นต์

ในส่วนพื้นที่จังหวัดนนทบุรีและปทุมธานีที่โดนน้ำท่วมหนักโดยเฉพาะในเขตอำเภอบางกรวย บางบัวทอง บางใหญ่ และไทรน้อย ยอดโอนแต่เดิมเฉลี่ยเดือนละ 548 หน่วย ลดลงเหลือเพียง 177 หน่วยในเดือนตุลาคม เขตอำเภอเมืองคลองหลวง ธัญยุรี ลาดหลุมแก้ว ลำลูกกา สามโคก และหนองเสือ ของจังหวัดปทุมธานี เดิมมียอดโอนกรรมสิทธิ์ รวมเฉลี่ย 492 หน่วย ลดลงเหลือเพียง 194 หน่วยในเดือนตุลาคมเช่นเดียวกัน

นายอิสระ บุญยัง นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร กล่าวว่าเดิมสมาคมคาดว่าหลังวิกฤติมหาอุทกภัยผู้บริโภคจะทิ้งดาวน์บ้านจัดสรรอย่างน้อย 15 เปอร์เซ็นต์ แต่จากการพบปะกับผู้ประกอบการบ้านจัดสรรจำนวน 16 รายที่อยู่ในย่านน้ำท่วม 3 แห่งคือ ยางบัวทอง เพชรเกษม และเกษตร - นวมินทร์ พบว่าผู้บริโภคในแต่ละโครงการทิ้งดาวน์ไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์นับเป็นสัญญาณที่ดีว่าธุรกิจบ้านจัดสรรในปีหน้าอาจไม่เลวร้ายอย่างที่คาดการณ์ไว้

"ผู้ประกอบการตอบตรงกันว่า สาเหตุที่ผู้บริโภคยังไม่ทิ้งดาวน์เป็นเพราะขาดกำลังซื้อบ้านใหม่และต้องอยู่อาศัยในพื้นที่เดิมที่มีความสะดวกในการเดินทางไปทำงานมากกว่าสำหรับผู้บริโภคที่ทิ้งดาวน์มาจากสองสาเหตุคือกังวลในเรื่องทำเล ประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลืออีก 60 เปอร์เซ็นต์ เป็นเพราะมีปัญหาด้านการเงินในการซ่อมแซมบ้าน"นายอิสระกล่าว

วิกฤติอุทกภัยครั้งนี้ถือเป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการในการซื้อที่ดินในพื้นที่ประสบภัยซึ่งน่าจะมีราคมที่ลดต่ำลงนอกจากนี้ก็ยังเป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการบ้านในแนวราบที่จะขยายธุรกิจไปสู่ตลาดอาคารในแนวสูง ซึ่งหลายคนคาดว่าน้ำท่วมจะทำให้ตลาดคอนโดมิเนียมเติบโตขึ้น

แต่อย่างไรก็ดี นายธำรง ปัญญาสกุลวงศ์ นายกสมาคมอาคารชุดไทย กล่าวว่า ตลาดคอนโดมิเนียมกลับพลสัญญาณไม่ค่อยดี เนื่องจากมีปัญหาเรื่องราคาประเมินอาคารชุดของสำนักงานประเมินราคา ซึ่งทุกวันนี้ราคาประเมินที่ออกที่สูงเกินราคาจริงที่ขายในท้องตลาด เช่นถ้าในตลาดขายอยู่ 50,000 บาท ต่อตารางเมตร สำนักงานประเมินราคาทรัพย์สิน กรมธนารักษ์จะประเมินราคาที่ 60,000 บาทซึ่งกระทบต่อค่าโอนกรรมสิทธิ์มาก

อีกปัญหาที่ควบคุมตลาดคอนโดมิเนียม คือผังเมืองรวมกรุงเทพมหานครฉบับใหม่ ที่จะประกาศในปี 2555 หรือ 2556 ซึ่งควบคุมการพัฒนาคอนโดมิเนียม ด้วยข้อกำหนดความกว้างถนน เมื่อผังเมืองรวมฉบับใหม่ประกาศออกมาจะเป็นการคุมกำเนิดคอนโดมิเนียม 8 ชั้นในกรุงเทพฯ ตลาดคอนโดมิเนียมจะกลายเป็นตลาดผูกขาดโดยผู้ประกอบการรายใหญ่ไม่เกิน 10 ราย อนาคตของรายย่อยในกรุงเทพฯ จะปิดสนิท ผู้ประกอบการคอนโดมิเนียมอาจต้องเปลี่ยนไปลงทุนในปริมาณ 5 จังหวัด" นายธำรงกล่าวและว่า การพัฒนาคอนโดมิเนียมในปริมณฑล ต้องดูแหล่งชุมชนให้ดีก่อนสร้างหากไม่ดูให้ดีอาจประสบปัญหาเดียวกับการเคหะแห่งชาติ ที่สร้างคอนโดมา 10,000 ยูนิต แต่ขายมา 15 ปีแล้วก็ยังไม่หมด

นายดลพิวัฒน์ ปรีดาวิภาต กรรมการผู้จัดการ บริษัทธนาพัฒน์ พร็อพเพอร์ตี้ ดีลลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ผลกระทบจากน้ำท่วมครั้งนี้ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกซื้อที่อยู่อาศัยของผู้บริโภค โดยจะพิจารณาจากสองปัจจัยสำคัญคือเรื่องทำเลที่ตั้งและลักษณะโครงการ โดยคาดการณ์ว่าทำเลเขตกรุงเทพฯ ชั้นในจะเป็นทำเลที่มีความต้องการมากที่สุด ในขณะที่ทำเลโซนตะวันตกและโซนเหนือของกรุงเทพฯ และปริมณฑล ผู้คนนะนำปัจจัยเรื่องน้ำท่วมมาประกอบการตัดสินใจมากขึ้น เนื่องจากได้รับผลกระทบค่อนข้างชัดเจนจากเหตุการณ์ครั้งนี้

ทั้งนี้ อสังหาริมทรัพย์ที่คาดว่าจะได้ผลกระทบและมีความเปราะบางสูงคือบ้านเดี่ยวและทาวน์เฮ้าส์ โดยเฉพาะในทำเลที่ได้รับผลกระทบน้ำท่วม ส่วนที่จะรับความนิยมมากขึ้นหลังน้ำลดคือคอนโดมิเนียมแบบไฮไรส์ นอกจากนี้ที่อยู่อาศัยประเภทบ้านหลังที่สองในต่างจังหวัดเช่นที่พัทยา ชลบุรี ชะอำ หัวหิน และจังหวัดใกล้กับกรุงเทพฯ ที่ไม่โดนน้ำท่วม อาจได้รับผลประโยชน์ไปด้วย เพราะคนกรุงเทพฯ ที่มีกำลังทรัพย์จะมองหน้าบ้านหลังที่สองเพื่อเป็นที่อพยพเวลาเกิดน้ำท่วมอีกครั้ง

นายอิสระ บุญยัง นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร กล่าวเพิ่มเติมว่าในส่วนของสมาคมด้านอสังหาริมทรัพย์ ที่ 3 สมาคมกำลังยื่นข้อเสนอ 4 ข้อต่อรัฐบาลผ่านสำนักนายกรัฐมนตรีอันได้แก่ 1. ให้ภาครัฐมีนโยบายบริหารจัดการน้ำทั้งประเทศที่ชัดเจน 2. ให้ธนาคารเฉพาะกิจปล่อยสินเชื่อบ้านในพื้นที่ประสบอุทกภัยตามปกติ 3. ให้กรมธนารักษ์ กระทรวงการคลังเลื่อนการประกาศใช้ราคาประเมินใหม่ แล 4. จัดทำผังภาคและผังประเทศ

"ข้อที่สองและสี่ เป็นเรื่องสำคัญมาก สำหรับข้อสองธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ต้องปล่อยสินเชื่อล้านผู้ประสบภัยตามปกติ จะเลี่ยงเบนหรือเล่นแง่ว่าผู้กู้มีหลักฐานไม่ครบไม่ได้ สำหรับข้อสี่ ผังเมืองและผังประเทศเคยมีการศึกษามาแล้ว เรียบร้อย ควรมีกฏหมายออกมารองรับกฎหมายตัวนี้ ไม่งั้นการบริหารจัดการน้ำก็จะไม่เกิดการบูรณาการ"นายอิสระกล่าวในที่สุด

ที่มา: หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

ตลาดอสังหาฯเชียงใหม่ปี 54 ขยายตัว 29% ( 28 ธันวาคม 2554 )


นายไพศาล ภู่เจริญ รองประธานกรรมการ บริษัทแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ของจังหวัดเชียงใหม่ปี 2554 มียอดขายรวม 1,173 หน่วย คิดเป็นมูลค่า 3,489 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 29% เมื่อเทียบกับปี 2553 ที่มียอดขาย 896 หน่วย คิดเป็นมูลค่า 2,753 ล้านบาท โดยปัจจัยที่ทำให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในจังหวัดเชียงใหม่คึกคัก และเติบโตขึ้นมาก ครอบคลุมเกือบทุกตลาด โดยเฉพาะตลาดบ้านราคาตั้งแต่ 7 ล้านบาทขึ้นไป
ขณะที่บ้านราคาตั้งแต่ 2.5-3.5 ล้านบาท ก็มีอัตราเติบโตสูงเช่นกัน โดยยอดขายปี 2554 มีจำนวน 816 หน่วย เพิ่มขึ้นจากปี 2553 ที่มียอดขายรวม 530 หน่วย เนื่องจากการเปิดโครงการใหม่ในพื้นที่ใหม่ๆ ของกลุ่มผู้ประกอบการ ทั้งจากส่วนกลาง และท้องถิ่นเอง เช่น แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ เปิดทำเลใหม่ บริเวณถนนวงแหวนรอบกลาง และถนนสันกำแพง ส่วนกลุ่มศุภาลัย เตรียมเปิดอีก 2 โครงการบนทำเลถนนสายแม่ริมและหางดง ส่วนใหญ่เป็นทำเลใกล้เมือง
ผู้ประกอบการอสังหาฯ ทั้งจากส่วนกลางและท้องถิ่น เริ่มเปิดโครงการบนทำเลใหม่เพิ่มมากขึ้น เพื่อรองรับความต้องการที่มีเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะช่วงหลังเกิดปัญหาน้ำท่วมในหลายจังหวัดของพื้นที่ภาคกลางและกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีผลต่อการตัดสินใจขยายการลงทุนของผู้ประกอบการด้วย
นอกจากนี้ กลุ่มผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ท้องถิ่น เช่น กานต์กนก อรสิริน ฯลฯ ก็เปิดโครงการบนทำเลใหม่ๆ ในหลายพื้นที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน ส่งผลให้กลุ่มผู้บริโภคมีทางเลือกในการตัดสินใจได้เร็วขึ้น เพราะหลายโครงการ เป็นโครงการที่มีคุณภาพและเชื่อถือได้ ขณะเดียวกันก็มีปัจจัยด้านความต้องการจากกลุ่มผู้บริโภคต่างถิ่นอีกด้วย เช่น กรุงเทพฯ มีความต้องการซื้อบ้านใน จ.เชียงใหม่มากขึ้น ส่วนหนึ่งจากปัญหาน้ำท่วมที่เกิดขึ้นในภาคกลางและกรุงเทพฯ ทำให้ผู้บริโภคกลุ่มนี้ ตัดสินใจมาซื้อบ้านที่ จ.เชียงใหม่
จากข้อมูลเดือนต.ค. ที่ผ่านมา ลูกค้าที่เข้าชมบ้านตัวอย่าง จำนวน 3 ราย เป็นคนเชียงใหม่ 2 ราย และกรุงเทพฯ 1 ราย แต่เดือนพ.ย. ลูกค้าที่เข้ามาดูบ้าน 3 ราย เป็นคนเชียงใหม่ 1 ราย และคนกรุงเทพฯ 2 ราย ส่วนลูกค้าที่ตัดสินใจจองบ้านช่วงเดือนต.ค. ลูกค้าเชียงใหม่-กรุงเทพฯ มีสัดส่วน 1 ต่อ 1 แต่เดือนพ.ย.กลับมีสัดส่วนจองแบ่งเป็นเชียงใหม่ 1 และกรุงเทพฯ 2 หรือลูกค้ากรุงเทพฯเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว สะท้อนให้เห็นว่าเป็นผลพวงมาจากอุทกภัยในพื้นที่กรุงเทพฯ ทำให้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของจังหวัดเชียงใหม่คึกคักและได้รับอานิสงส์ดังกล่าวในปีที่ผ่านมา
สำหรับตลาดอสังหาริมทรัพย์ จ.เชียงใหม่ ปี 2555 ยังมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง เพราะมีการเปิดตัวของโครงการใหม่ๆ เช่น กลุ่มศุภาลัย จะเปิดขายโครงการปี 2555 ทั้ง 2 ทำเล ขณะที่กลุ่มเซ็นทรัลพัฒนา ก็เตรียมลงมือก่อสร้างศูนย์การค้าเซ็นทรัล เฟสติวัล เชียงใหม่ บนทำเลสี่แยกศาลเด็กในปีนี้เช่นกัน ส่วนศูนย์การค้าพรอมเมนาดา ของนักลงทุนต่างชาติจากเนเธอร์แลนด์ ที่ตั้งอยู่บริเวณสี่แยกดอนจั่น การก่อสร้างคืบหน้าไปค่อนข้างมาก
ปี 2555 ตลาดอสังหาริมทรัพย์ใน จ.เชียงใหม่ ยังคงเติบโตและขยายตัวอย่างต่อเนื่อง จากหลายปัจจัย ทั้งเศรษฐกิจและการเมืองที่นิ่ง ส่งผลให้ผู้บริโภคมีความเชื่อมั่นและตัดสินใจซื้อบ้านเร็วขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าจากจังหวัดที่ประสบภัยน้ำท่วม เช่น กรุงเทพมหานคร ซึ่งส่วนใหญ่จะมาซื้อบ้านหลังที่สอง เพื่อสำรองไว้กรณีที่บ้านหลังแรกมีปัญหา หรืออาจจะเก็บไว้เป็นบ้านตากอากาศก็ได้ นายไพศาล กล่าว
ที่มา : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

ปรีชาฯ จ่อปรับโครงการแนวราบเหตุน้ำทำพิษ-คาดอาคารชุดมาแรง ( 28 ธันวาคม 2554 )


นายยุทธ วรฉัตรธาร ประธานกรรมการบริษัท ปรีชากรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงภาพรวมตลาดที่อยู่อาศัยในปี 2555 ว่า ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ผู้ประกอบการและผู้ซื้อกังวลอยู่โดยเฉพาะผลจากอุทกภัยน้ำท่วมใหญ่ที่เกิดขึ้นในหลายจังหวัด รวมถึงกรุงเทพฯและปริมณฑลส่งผลให้โครงการแนวราบ อาจจะถูกกระทบในเรื่องของการขายที่ช้าลง และการเปิดโครงการใหม่จะมีปริมาณลดน้อยลง ขณะที่โครงการคอนโดมิเนียมเกาะแนวรถไฟฟ้า ยังมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากการขยายเส้นทางไปสู่นอกเมือง เช่น สำโรง และสมุทรปราการ เป็นต้นแต่กระนั้น การแข่งขันยังคงรุนแรง เนื่องจากยูนิตที่พัฒนามีจำนวนมาก ประกอบกับราคาที่ดินที่สูง ทำให้ผู้ประกอบการรายกลางและเล็กเข้าไปแข่งขันลำบาก
ในส่วนของบริษัทปรีชากรุ๊ปฯในช่วงที่ผ่านมา หลังจากเปิดขายโครงการคอนโดฯ PG RAMA 9 ลูกค้าให้การตอบรับ ทำให้เปิดโครงการใหม่   PG 2 (ใกล้กับอาคารชำนาญเพ็ญชาติ) ซึ่งก่อสร้างแล้วเสร็จและทยอยโอนให้แก่ลูกค้าตั้งแต่เดือนต.ค.54 แต่เนื่องจากเกิดเหตุการณ์น้ำท่วม ทำให้ลูกค้าบางส่วนรอความพร้อม ซึ่งคาดว่าภายในปี 55 จะโอนห้องชุดให้แก่ลูกค้าได้หมด
"โครงการแนวราบ ไม่ว่าจะเป็น หมู่บ้านปรีชา สุวินทวงศ์ ปรีชา ร่มเกล้า ปรีชา ราม 1 และ 2 ก็ยังดำเนินการขาย ซึ่งช่วงเกิดเหตุน้ำท่วมทางโครงการได้ให้ความช่วยเหลือลูกบ้านอย่างเต็มที่ ดังนั้น ในเรื่องของแผนธุรกิจปีหน้า อาจจะยังไม่ชัดเจน เพียงแต่โครงการแนวราบ ต้องทบทวนให้เหมาะสมกับสถานการณ์และพร้อมรับกับปัญหาที่ไม่คาดคิดอีก นอกจากนี้ ทางบริษัทกำลังพิจารณาเลือกที่ดินเข้ามาเพิ่ม จากที่ปัจจุบันเหลืออยู่น้อยลง" นายยุทธกล่าว
ที่มา : หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน

โซนรัชดาฯ-พระราม 9 บูม ปี 55 รายใหญ่แห่ผุดคอนโดฯ รับกำลังซื้อ-แหล่งธุรกิจ-บันเทิง ( 28 ธันวาคม 2554 )


นายพนม กาญจนเทียมเท่า กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไนท์แฟรงค์ ชาร์เตอร์ ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า ภาวะการแข่งขันธุรกิจคอนโดฯ ในกรุงเทพฯ ณ ไตรมาสที่ 3 พ.ศ. 2554 ค่อนข้างรุนแรง ถึงแม้ว่าความต้องการคอนโดมิเนียมมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น อันเนื่องมาจากสถานการณ์น้ำท่วม หากแต่ในช่วงไตรมาสที่ 3 เป็นช่วงที่คนกรุงเทพฯเดินทางออกต่างจังหวัด เนื่องจากหนีน้ำท่วม ไปยังเมืองท่องเที่ยว กล่าวคือ พัทยา และหัวหิน ทำให้จำนวนห้องขายของ คอนโดฯในกรุงเทพฯ ลดลงอย่างชัดเจน ในทางกลับกันคอนโดฯในพัทยาและหัวหินมีจำนวนการขายซื้อเพิ่มขึ้น โดยผู้ซื้อส่วนใหญ่คือ คนไทย และมาจากกรุงเทพฯนอกจากนี้ ยังมีโครงการคอนโดฯ ในกรุงเทพฯที่เลื่อนการเปิดตัวไปในไตรมาสที่ 4 หรือบางโครงการเลื่อนไปเปิดตัวปี 55 อย่างไรก็ตามภาวะการแข่งขันของคอนโดฯในกรุงเทพฯ คาดว่าจะทวีความรุนแรงในปีหน้า
ณ ไตรมาสที่ 3 มีโครงการคอนโดฯเปิดขายใหม่เพียง 6 โครงการ จำนวนหน่วยรวม2,417 หน่วย ส่งผลให้อุปทานสะสมมีจำนวน253,744 หน่วย ใน 6 โครงการ มี 1 โครงการที่เป็นคอนโดมิเนียมระดับพรีเมียมเกรด กล่าวคือโครงการที่ระดับราคาขายสูงกว่า 150,000 บาทต่อตารางเมตร ซึ่งโครงการดังกล่าวคือ โครงการมาเวล เรสซิเดนท์ ซึ่งตั้งอยู่บริเวณทองหล่อ
นางสาวริษิณี สาริกบุตร ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและประเมินมูลค่าทรัพย์สิน บริษัทไนท์แฟรงค์ฯ กล่าวว่า จำนวนอุปทานคอนโดฯใหม่ส่วนใหญ่ตั้งอยู่บริเวณชานเมือง และโครงการเปิดใหม่บริเวณชานเมืองทั้งหมดตั้งอยู่บริเวณถนนแจ้งวัฒนะ มีจำนวนยูนิตเปิดขายใหม่สูงถึง 1,543 หน่วย คิดเป็นร้อยละ 64 ของจำนวนอุปทานเปิดขายใหม่ รองลงมาได้แก่บริเวณรอบใจกลางเมือง อันได้แก่ถนนรัชดาภิเษก และพระราม 9 มีอุปทานเปิดขายใหม่ร้อยละ 27 และบริเวณตัวเมืองชั้นใน มีอุปทานเปิดขายใหม่เพียงร้อยละ 9 จำนวนคอนโดมิเนียมที่ขายในช่วงไตรมาสที่ 3 มีเพียง1,140 หน่วย โดยคิดจากโครงการที่เปิดขายใหม่เท่านั้น หากเทียบกับครึ่งปีแรก มีจำนวนคอนโดมิเนียมขายได้สูงถึง 14,907 หน่วยระดับราคาขายปรับเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ2.5 จากไตรมาสที่แล้ว นอกจากนี้ ระดับราคาขาย ของคอนโดมิเนียมใจกลางเมืองและคอนโด-มิเนียมบริเวณรอบใจกลางเมืองมีช่วงห่างที่แคบลง ทั้งนี้ เนื่องจากราคาที่ดินในบริเวณรอบใจกลางเมืองที่มีระบบสาธารณูปโภค กล่าวคือ รถไฟฟ้า ครบครัน และสะดวก มีการปรับราคาที่ดินเพิ่มขึ้น จึงส่งผลให้ราคาขายสูงขึ้น
นายพนม ให้ข้อสังเกตว่าโครงการคอนโดฯ โดยส่วนใหญ่ที่จะเปิดขายในปีหน้า ส่วนใหญ่ตั้งอยู่บริเวณถนนรัชดาภิเษกและพระราม 9 ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลที่ดินที่มีการซื้อขายโดยบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ นอกจากนี้โครงการคอนโดฯที่เปิดขายในปีหน้าพัฒนาโดยบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ กล่าวคือ แอล พี เอ็น, พฤกษา, ควอลิตี้ เฮ้าส์, ศุภาลัย,ไอดิโอ, โนเบิล, เอส ซี แอทแซท, เอ็ม บี เค, จีแลนด์ และแสนสิริ ทั้งนี้ เนื่องจากภาวะการแข่งขันที่ค่อนข้างสูง ส่งผลให้ผู้ประกอบการรายย่อย ไม่สามารถที่จะแข่งขันในด้านราคาได้หากเทียบ กับผู้ประกอบการรายใหญ่ นอกจากนี้บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ดังกล่าวยังมีแผนการพัฒนาโครงการในบริเวณเมืองท่องเที่ยว เช่น พัทยา หัวหิน ภูเก็ต และสมุยอีกด้วย เพื่อกระจายความเสี่ยงในพอร์ตการลงทุน
รร.ภูเก็ตแข่งขันสูง ค้าปลีกบูม
นายณัฎฐา คหาปนะ ผู้อำนวยการ บริษัทไนท์แฟรงค์ ภูเก็ต จำกัด กล่าวว่า  ภูเก็ตกำลังจะอยู่ในช่วงไฮซีซัน และมีโครงการห้างค้าปลีกที่จะเกิดขึ้นมากมายในป่าตองและหาดสุรินทร์โครงการที่น่าสนใจที่สุดคือ ป่าตอง พรอมเมอนาด พัฒนาโดยบริษัท บ้านสุโขทัย
เบนซี่มอลล์ก็เป็นอีกโครงการที่น่าสนใจโครงการนี้ตั้งอยู่บนถนน วิรัชหงษ์หยก เมืองเก่าภูเก็ตซึ่งมีความเป็นได้ที่จะเป็นศูนย์กลางธุรกิจในอนาคต โครงการนี้ประกอบไปด้วยพื้นที่15 ไร่ สำหรับตึกค้าปลีกมีจำนวนทั้งหมด 250 ยูนิตซึ่งแบ่งเป็น 2 ชั้น จำนวน 1 ตึก และชั้นเดียวจำนวน 5 ตึก นอกจากนี้ยังมีสวนน้ำขนาด60x20 เมตรซึ่งตั้งอยู่กลางโครงการ
บานาน่า วอล์ค เป็นอีกมอลล์หนึ่งที่ให้ความรู้สึกของทะเลด้วยการนำหิน ไม้ แก้วและไม้ไผ่มาเป็นส่วนในการก่อสร้าง โครงการนี้มีร้านค้าปลีก 30 ร้าน ร้านอาหาร 5 ร้าน และมีไนต์คลับซึ่งอยู่บนชั้นสูงสุด โครงการทั้งหมดตั้งอยู่บนพื้นที่ 4,500 ตร.ม. ในซอยบางลา เพียงแค่ 100 ม.จากทะเล
ธุรกิจบันเทิงแห่ผุดเป็นดอกเห็ด
นายณัฎฐา กล่าวว่า ไม่เพียงแค่โครงการค้าปลีกที่ใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นในภูเก็ต แต่ธุรกิจบันเทิงเช่น สยามนิรมิตบนถนนเทียมร่วมมิตรก็จะเปิดให้บริการในภูเก็ตบนพื้นที่ 50 ไร่ ถนนรัษฎาสามกอง โครงการนี้ประกอบไปด้วยที่นั่ง 1,750 ที่นั่ง นอกจากนี้ สวนน้ำใหญ่แห่งใหม่กำลังสร้างอยู่ที่ทางเหนือของเซ็นทาราแกรนด์ซึ่งมีถึง 12 วอเตอร์สไลด์ภูเก็ตมีโรงแรมมากมาย อย่างไรก็ตาม สิ่งอำนวยความสะดวกใหม่ๆ จะทำให้นักท่องเที่ยวเพลิดเพลินกับช่วงเวลาพักผ่อน
นางสาวริษิณี กล่าวว่าผลการวิจัยของบริษัทได้แสดงให้เห็นว่าอัตราการเข้าพักของโรงแรม 4 ดาวมีอัตราการเข้าพักที่ปรับตัวสูงขึ้นจากร้อยละ 64.83 ในปีที่แล้ว มาเป็นร้อยละ 75 ในระยะเวลา 10 เดือนแรกของปีพ.ศ. 2554 บริเวณป่าตองเป็นบริเวณที่มีอัตราการเข้าพักสูงที่สุดถึงร้อยละ 82 อย่างไรก็ดี อัตราการเข้าพักโรงแรมแบบประหยัด หรือบัดเจ็ตโฮเทลน่าจะมีอัตราการเข้าพักที่ค่อนข้างสูง เนื่องจากนักท่องเที่ยวที่มาท่องเที่ยวภูเก็ตมีการเปลี่ยนแปลงกลุ่มนักท่องเที่ยวซึ่งกลุ่มปัจจุบันมักเป็นนักท่องเที่ยวที่ค่อนข้างคำนึงถึงระดับราคา โรงแรมสี่ดาวที่เปิดใหม่ในภูเก็ตมีจำนวน1,170 หัองพัก จาก 8 โครงการ และกระจายตามบริเวณหาดต่างๆ ในภูเก็ต ได้แก่หาดไม้ขาวหาดป่าตอง และอื่นๆ  ส่งผลให้จำนวนห้องพักโรงแรมสี่ดาวในภูเก็ตมีจำนวนรวม 12,496 ห้องพัก
จากข้อมูลของกรมการท่องเที่ยวระบุว่าภูเก็ตเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความสำเร็จสูงสุดในระยะเวลา 10 เดือนแรกของปีนี้ โดยนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่ที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวซึ่งเป็นชาวตะวันออกกลางมีจำนวนนักท่องเที่ยวปรับตัวสูงขึ้นถึงร้อยละ 63.2 นักท่องเที่ยวชาวเอเชีย มีอัตราการเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 41 และนักท่องเที่ยวชาวรัสเซีย มีอัตราการเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 14.5 จากจำนวนนักท่องเที่ยว ณ ปีพ.ศ. 2553
ระดับราคาเฉลี่ยค่าห้องพักโรงแรม 4 ดาวในภูเก็ตในบริเวณหาดป่าตอง มีระดับราคาเฉลี่ยสูงขึ้นจาก 2490.76 บาทต่อคืน ในปี พ.ศ.2553 เป็น 2510.35 บาทต่อคืน ในช่วง 10 เดือนแรกของปีนี้ อย่างไรก็ดี จากการสำรวจพบว่ามีโครงการโรงแรมสี่ดาวที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างอีกถึง 12 โรงแรม ดังนั้น ภาวะการแข่งขันของโรงแรมบริเวณหาดป่าตองในอนาคตมีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้น หากจำนวนนักท่องเที่ยวในปีต่อๆ ไปไม่เพิ่มจำนวนหรือเพิ่มในอัตราส่วนที่น้อยกว่าอุปทาน นอกจากนี้ กลุ่มนักท่องเที่ยวชาวภูเก็ตในปัจจุบันมีระยะเวลาการเข้าพักที่สั้นลง กล่าวคือ เพียง 3-4 คืน ในขณะที่นักท่องเที่ยวกลุ่มเดิมที่เป็นชาวยุโรปมีระยะเวลาการเข้าพักที่ยาวตั้งแต่ 1 สัปดาห์ ถึง1 เดือน
"สถานการณ์โรงแรมในภูเก็ตในอนาคตจะมีแนวโน้มการแข่งขันสูง ทั้งจากโรงแรมที่เปิดใหม่เป็นจำนวนมาก และจากคอนโดมิเนียมที่ปล่อยเช่า ซึ่งทำการเสนอราคาเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้าพักในระยะยาวอีกด้วย"
ก่อนหน้านี้  บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้จำกัด กล่าวว่า ตลาดรวมธุรกิจ ซื้อ-ขาย-เช่าอสังหาริมทรัพย์ในหัวหินและภูเก็ต เติบโตอย่างมากในช่วงปลายปี โดยในส่วนลูกค้าทั้งหมดมีอัตราการเช่าเพิ่มสูงขึ้นกว่า 50% เทียบกับช่วงเดียวกันของปี 53 ขณะที่เดือนต.ค. อัตราการเช่าสูงขึ้นเกือบ 200% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว เหตุเพราะผลกระทบจากน้ำท่วมส่งผลให้คนกรุงเทพฯ และปริมณฑล ต้องการเช่าคอนโดฯ และบ้านพักตากอากาศที่หัวหินเพื่อหนีน้ำท่วมกันมาก
ขณะที่ภาพรวมตลาดซื้อ-ขายเช่า อสังหาฯใน จ.ภูเก็ต เริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงของลูกค้าคนไทยที่มองหาโครงการแนวราบไปสู่การซื้อขายคอนโดฯมากขึ้น แต่สำหรับลูกค้าชาวต่างชาติโครงการที่ซื้อขายยังคงนิยมซื้อขายเป็นบ้านเดี่ยวหรือ Pool Villa ขนาดใหญ่เช่นเดิม
ที่มา : หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน

อสังหาฯปลดพนง.เซ่นน้ำท่วม ย่านบางบัวทองขายไม่ออก คิวเฮ้าส์รายได้วูบลดงบซื้อที่ ( 29 ธันวาคม 2554 )


       ธุรกิจอสังหาฯโซนน้ำท่วมเริ่มออกอาการ โละพนักงานบางส่วนหวังลดค่าใช้จ่าย หลังบ้านขายไม่ออก ไม่มีโครงการใหม่ ศูนย์ข้อมูลอสังหาฯคาดธุรกิจอสังหาฯฟื้นอีกทีกลางปีหน้า ขณะที่คิวเฮ้าส์ยอมรับน้ำท่วมฉุดรายได้ต่ำเป้า 20% ต้องหั่นงบซื้อที่ดิน

          แหล่งข่าวจากวงการอสังหาริมทรัพย์ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์น้ำท่วมหนักในช่วงเดือนตุลาคม-พฤศจิกายนที่ผ่านมา ทำให้อสังหาริมทรัพย์โซนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม โดยเฉพาะย่านบางบัวทองได้รับผลกระทบอย่างหนักเพราะตลาดหยุดชะงัก ทำให้ขายได้ยาก และปรากฏว่าขณะนี้มีผู้ประกอบการบางราย ซึ่งเป็นบริษัทรับบริหารงานขายในย่านดังกล่าวได้ประกาศลดไซซ์บริษัทลง ทั้งที่เป็นเจ้าตลาดย่านบางบัวทอง โดยได้ปลดพนักงานบางส่วนออกเนื่องจากต้องการลดต้นทุนค่าใช้จ่าย นอกจากนี้ยังมีผู้ประกอบการรายใหญ่ซึ่งจดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์มีการปลดพนักงานบางส่วนออกด้วย เนื่องจากมีการลดจำนวนโครงการลง

          นายสัมมา คีตสิน ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์(ธอส.) กล่าวว่า มีความเป็นไปได้ที่ผู้ประกอบการจะปลดพนักงาน เนื่องจากต้องการที่จะลดภาระค่าใช้จ่าย เนื่องจากของขายได้น้อย ซึ่งสวนทางกับภาคแรงงานก่อสร้างที่ขาดแคลน โดยคาดว่าอสังหาฯจะกลับมาฟื้นตัวได้ในช่วงกลางปีหน้าไปแล้ว ขณะที่คอนโดมิเนียมที่อยู่ระหว่างสร้างมีอยู่ถึง 80,000 ยูนิต ดังนั้น ผู้ประกอบการต้องสร้างให้เสร็จแล้วต้องให้ของเดิมใกล้หมดไปก่อนแล้วจึงค่อยเปิดตัว

          นางสุวรรณา พุทธประสาท กรรมการและรองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ควอลิตี้ เฮ้าส์จำกัด (มหาชน) หรือ คิว- เฮ้าส์ กล่าวว่า ปีหน้าบริษัทและบริษัทในเครือจะเปิดตัวโครงการใหม่รวม 23 โครงการ แบ่งเป็นบ้านเดี่ยว 12 โครงการ ทาวน์เฮ้าส์ 6 โครงการ และคอนโดมิเนียม 5 โครงการ รวมมูลค่าโครงการ21,352 ล้านบาท โดยในจำนวนดังกล่าวเป็นการเปิดตัวทาวน์เฮ้าส์และบ้านเดี่ยว ระดับกลาง-ล่าง ภายใต้การดำเนินงานของบริษัท กัสโต้วิลเลจ จำกัด ที่ก่อตั้งขึ้นมาเมื่อเดือนเมษายน2554 ที่ผ่านมา ด้วยทุนจดทะเบียน 1,000 ล้านบาท พัฒนาแบรนด์ "The Gusto" กระจายใน 5 ทำเล ย่านรามคำแหง ท่าน้ำนนท์ สาทร ปิ่นเกล้า และอุดมสุข และแต่งตั้งนายภวรัญชน์อุดมศิริ ผู้อำนวยการโครงการ แบรนด์คาซ่าโซนพระราม 2 เป็น กรรมการผู้จัดการ บริษัทกัสโต้ฯ

          "แบรนด์ใหม่เป็นกลุ่มที่เรายังไม่เคยทำตลาดเลย แต่ดีมานด์ยังมีอีกมาก ทั้งทาวน์เฮ้าส์และบ้านเดี่ยว ราคา 1-3 ล้านบาท ใช้ระบบก่อสร้างกึ่งสำเร็จรูปแบบหล่อในพื้นที่ ทำให้มีต้นทุนต่างจากบริษัท พฤกษา เรียลเอสเตทจำกัด (มหาชน) ที่เน้นการหล่อมาจากโรงงาน

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

อสังหาฯปลดพนง.เซ่นน้ำท่วม ย่านบางบัวทองขายไม่ออก คิวเฮ้าส์รายได้วูบลดงบซื้อที่ ( 29 ธันวาคม 2554 )


         ธุรกิจอสังหาฯโซนน้ำท่วมเริ่มออกอาการ โละพนักงานบางส่วนหวังลดค่าใช้จ่าย หลังบ้านขายไม่ออก ไม่มีโครงการใหม่ ศูนย์ข้อมูลอสังหาฯคาดธุรกิจอสังหาฯฟื้นอีกทีกลางปีหน้า ขณะที่คิวเฮ้าส์ยอมรับน้ำท่วมฉุดรายได้ต่ำเป้า 20% ต้องหั่นงบซื้อที่ดิน

          แหล่งข่าวจากวงการอสังหาริมทรัพย์ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์น้ำท่วมหนักในช่วงเดือนตุลาคม-พฤศจิกายนที่ผ่านมา ทำให้อสังหาริมทรัพย์โซนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม โดยเฉพาะย่านบางบัวทองได้รับผลกระทบอย่างหนักเพราะตลาดหยุดชะงัก ทำให้ขายได้ยาก และปรากฏว่าขณะนี้มีผู้ประกอบการบางราย ซึ่งเป็นบริษัทรับบริหารงานขายในย่านดังกล่าวได้ประกาศลดไซซ์บริษัทลง ทั้งที่เป็นเจ้าตลาดย่านบางบัวทอง โดยได้ปลดพนักงานบางส่วนออกเนื่องจากต้องการลดต้นทุนค่าใช้จ่าย นอกจากนี้ยังมีผู้ประกอบการรายใหญ่ซึ่งจดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์มีการปลดพนักงานบางส่วนออกด้วย เนื่องจากมีการลดจำนวนโครงการลง

          นายสัมมา คีตสิน ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์(ธอส.) กล่าวว่า มีความเป็นไปได้ที่ผู้ประกอบการจะปลดพนักงาน เนื่องจากต้องการที่จะลดภาระค่าใช้จ่าย เนื่องจากของขายได้น้อย ซึ่งสวนทางกับภาคแรงงานก่อสร้างที่ขาดแคลน โดยคาดว่าอสังหาฯจะกลับมาฟื้นตัวได้ในช่วงกลางปีหน้าไปแล้ว ขณะที่คอนโดมิเนียมที่อยู่ระหว่างสร้างมีอยู่ถึง 80,000 ยูนิต ดังนั้น ผู้ประกอบการต้องสร้างให้เสร็จแล้วต้องให้ของเดิมใกล้หมดไปก่อนแล้วจึงค่อยเปิดตัว

          นางสุวรรณา พุทธประสาท กรรมการและรองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ควอลิตี้ เฮ้าส์จำกัด (มหาชน) หรือ คิว- เฮ้าส์ กล่าวว่า ปีหน้าบริษัทและบริษัทในเครือจะเปิดตัวโครงการใหม่รวม 23 โครงการ แบ่งเป็นบ้านเดี่ยว 12 โครงการ ทาวน์เฮ้าส์ 6 โครงการ และคอนโดมิเนียม 5 โครงการ รวมมูลค่าโครงการ21,352 ล้านบาท โดยในจำนวนดังกล่าวเป็นการเปิดตัวทาวน์เฮ้าส์และบ้านเดี่ยว ระดับกลาง-ล่าง ภายใต้การดำเนินงานของบริษัท กัสโต้วิลเลจ จำกัด ที่ก่อตั้งขึ้นมาเมื่อเดือนเมษายน2554 ที่ผ่านมา ด้วยทุนจดทะเบียน 1,000 ล้านบาท พัฒนาแบรนด์ "The Gusto" กระจายใน 5 ทำเล ย่านรามคำแหง ท่าน้ำนนท์ สาทร ปิ่นเกล้า และอุดมสุข และแต่งตั้งนายภวรัญชน์อุดมศิริ ผู้อำนวยการโครงการ แบรนด์คาซ่าโซนพระราม 2 เป็น กรรมการผู้จัดการ บริษัทกัสโต้ฯ

          "แบรนด์ใหม่เป็นกลุ่มที่เรายังไม่เคยทำตลาดเลย แต่ดีมานด์ยังมีอีกมาก ทั้งทาวน์เฮ้าส์และบ้านเดี่ยว ราคา 1-3 ล้านบาท ใช้ระบบก่อสร้างกึ่งสำเร็จรูปแบบหล่อในพื้นที่ ทำให้มีต้นทุนต่างจากบริษัท พฤกษา เรียลเอสเตทจำกัด (มหาชน) ที่เน้นการหล่อมาจากโรงงาน

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

คอลัมน์: รายงานพิเศษ: 'งูใหญ่'ส่อแววป่วนอสังหาฯชะลอลงทุน-ลดซื้อที่-รอผังเมืองใหม่ ( 30 ธันวาคม 2554 ) สุพรรณี ทำจะดี


             เข้าสู่ปีมะโรง หรืองูใหญ่ บางคนอาจจะบอกเป็นปีมังกร ด้วยลักษณะที่คล้ายกัน หลายคนมองว่าปีหน้าจะเป็นปี "มังกรทอง" แต่ผลพวงจากวิกฤติอุทกภัยทั่วประเทศไทย อาจไม่เกื้อหนุนให้ปีหน้ากลายเป็นปี "มังกรทอง" อาจจะเป็นปีงูพิการ

          ภาคธุรกิจหลายภาคได้รับผลกระทบจากภาวะน้ำท่วม เฉกเช่นเดียวกับภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ พื้นที่ที่ถูกน้ำท่วมเป็นพื้นที่อาศัย สิ่งปลูกสร้างจำนวนมากจมอยู่ในน้ำ บ้านเรือนเสียหายอย่างหนักทำเอาประชาชนคนมีบ้าน จะลี้ภัย จรลีไปต่างถิ่น บางรายทำท่าว่าไม่อยากจะกลับมาอยู่ที่เดิมแล้ว

               ผลพวงจากน้ำท่วมทำให้ประชาชนคนซื้อ ผู้ประกอบการต้องปรับเปลี่ยนแนวคิดในการเลือกซื้อบ้าน การสร้างบ้านกันใหม่หมด

          "สัมมา คีตสิน" ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ประเมินว่าปีหน้าจะเห็นแนวโน้มโครงการคอนโดมิเนียมเปิดขายใหม่และมีจำนวนเพิ่มขึ้นกว่าปีนี้มากเนื่องจากมีผู้ประกอบการเลื่อนตัวเปิดตัวช่วงน้ำท่วมไปปีหน้า ซึ่งคาดว่าจะมีอาคารชุดเปิดขายใหม่เพิ่มขึ้นประมาณ 50,000 หน่วยจากปีที่ประเมินว่าน่าจะมีโครงการใหม่เปิดขายรวม 42,000 หน่วย และคาดว่าจาก 50,000 หน่วยในปีหน้าจะมียอดขายถึงร้อยละ 70 เพราะว่าแนวโน้มตลาดคอนโดฯ มีแนวโน้มได้รับความนิยมมากขึ้น

          ดังนั้น แผนการดำเนินงานของผู้ประกอบการจะพัฒนาโครงการแนวราบน้อยลงหรือไม่ก็หันไปพัฒนาในทำเลโซนน้ำท่วมไม่ถึง ซึ่งส่งผลให้ราคาที่ดินและราคาบ้านในทำเลโซนน้ำไม่ท่วมมีการปรับราคาสูงขึ้น และมีการหันมาพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมเพิ่มขึ้นเพื่อรองรับความต้องการ

          ด้านนายกสมาคมอาคารชุดไทย"ธำรง ปัญญาสกุลวงศ์" ประเมินทิศทางตลาดคอนโดฯ ว่าตลาดคอนโดฯ เองก็มีความเสี่ยงด้วยเช่นกันซึ่งในช่วงวิกฤติน้ำท่วมที่ผ่านมา หลายฝ่ายจะมองว่าเป็นโอกาสที่ดีของคอนโดฯ แต่ในความเป็นจริงคอนโดฯ ก็มีความเสี่ยงเช่นกัน ด้วยคอนโดฯ เก่าหลายที่วางระบบไฟฟ้าและประปาไว้ชั้นล่าง ซึ่งน้ำท่วมที่ผ่านมานี้ทำให้ผู้ประกอบการคอนโดฯ ทราบว่าปัจจุบันความเสี่ยงที่ผู้ประกอบการต้องเฝ้าระวังนั้นไม่ได้มีเพียงเรื่องของการเมืองเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังมีเรื่องของภัยธรรมชาติด้วย

          คาดว่าไม่ช้ารัฐบาลจะมีนโยบายที่เกี่ยวกับน้ำท่วมออกมา ซึ่งบรรดาผู้ประกอบการก็ต่างคาดหวังว่าจะสามารถป้องกันน้ำท่วมได้จริง แต่ขณะนี้เรื่องที่น่าเป็นห่วงสำหรับคอนโดฯไม่เพียงเฉพาะผลกระทบจากน้ำท่วมเท่านั้น ยังมีร่างผังเมืองใหม่ที่ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการรายเล็กโดยตรง เนื่องจากจะไม่สามารถหาพื้นที่ที่จะปลูกสร้างคอนโดฯ ความสูง8 ชั้นได้ แต่ผลดีจะตกอยู่กับผู้ประกอบรายใหญ่ที่มีกำลังซื้อที่ดินตามแนวรถไฟฟ้าซึ่งในอนาคตจะก่อให้เกิดปัญหาการผูกขาดด้านสินค้าและราคาขาย

          ทางด้าน"อิสระ บุญยัง" นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร กล่าวถึงแนวทางการฟื้นฟูหลังน้ำลดว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาได้หารือกับผู้ประกอบการบริษัทอสังหาฯที่ได้รับผลกระทบจากพื้นที่น้ำท่วมย่านบางบัวทอง, บางใหญ่, เพชรเกษมพบว่า ช่วงก่อนน้ำลดบรรดาผู้ประกอบการได้ประเมินว่าจะมีผู้ซื้อที่ยอมทิ้งดาวน์กว่าร้อยละ 13 แต่ช่วงหลังน้ำลดที่ผ่านมาได้มีการประชุมหารือกับผู้ประกอบการกว่า 16 บริษัท พบว่ามีผู้ซื้อบ้านยอมทิ้งดาวน์เพียงร้อยละ 10 ส่วนกรณีความกังวลว่าผู้ซื้อและผู้อยู่อาศัยในพื้นที่จะมีการย้ายถิ่นที่อยู่อาศัยนั้น เชื่อว่าลูกค้าบ้านไม่เกิน 3,000,000 บาท แถบชานเมือง จะไม่มีการย้ายถิ่นที่อยู่ เนื่องจากไม่มีทางเลือก, ต้องอาศัยใกล้แหล่งงานและคุ้นชินกับสังคมเก่า

          ด้านการป้องกันตัวเองของผู้ประกอบการพบว่า โครงการเก่าไม่สามารรถดำเนินการได้ แต่จะเริ่มทำในโครงการใหม่ที่กำลังก่อสร้าง โดยการถมดินให้สูงขึ้น, ทำรั้วที่สามารถป้องกันน้ำได้, ทำระบบระบายน้ำแบบิด ที่จากเดิมจะมีทางระบายน้ำหลายทางจะลดเหลืองเพียงทางเดียวและเพิ่มเครื่องสูบน้ำถาวร ส่วนระยะเวลาในการฟื้นตัวนั้นคาดว่าจะใช้ระยะเวลาประมาณ 3-6 เดือน หากเป็นโครงการเก่าจะขึ้นอยู่กับ 2 ปัจจัยคือภายในและภายนอก ปัจจัยภายในว่าเสียหายมากน้อยแค่ไหน ส่วนปัจจัยภายนอกต้องดูว่า ถนน ระบบสาธารณูปโภคเสียหายมากน้อยแค่ไหน ขยะได้รับการเก็บกวาดหมดหรือยัง มีการปรับเปลี่ยนต้นไม้ตามข้างทางหรือไม่

          แต่ทั้งนี้ผู้ประกอบการกว่าร้อยละ50 มองว่าน้ำท่วมในครั้งนี้จะส่งผลดีต่อโครงการบ้านที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตเนื่องจาก โครงการที่กำลังก่อสร้างที่ระดับความสูงมากกว่าโครงการเก่าที่ยังขายไม่หมด โดยเฉพาะโครงการที่สร้างเสร็จหรืออยู่มานานกว่า 20-30 ปี เนื่องจากโครงการเก่าจะอิงจากระดับถนนเมื่อหลายปีก่อน ซึ่งปัจจุบันราชการได้ทำการถมเพิ่มระดับไปแล้ว ซึ่งจะส่งผลให้ลูกค้าที่กำลังจะซื้อบ้านหรือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมหันมามองบ้านสร้างใหม่มากขึ้น

          "ภาครัฐต้องเร่งสร้างความมั่นใจในภาคครัวเรือนทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ส่วนราคาที่ดินในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ตนเองไม่เชื่อว่าจะมีการปรับลดมากนักหรือกินระยะเวลายาวนาน แต่จะมีการผ่อนปรนเรื่องการชำระด้านสินเชื่อรายย่อย คาดว่าธนาคารพาณิชย์จะมีเหตุผลและเข้มงวดมากขึ้นในการปล่อยสินเชื่อ หากโครงการไม่มีมาตรการป้องกันหรือไม่มีการซ่อมแซมบ้านที่ได้รับความเสียหาย"

          "กิตติพล ปราโมช ณ อยุธยา"นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย กล่าวว่าในประเด็นเดียวกันว่า ช่วงก่อนเดือนตุลาคมยอดการโอนกรรมสิทธิ์เฉลี่ยอยู่ที่20,000-40,000 ล้านบาทต่อเดือน แต่ในเดือนกันยายนที่ผ่านมายอดการโอนกรรมสิทธิ์ลดลงมาอยู่ที่ 35,000-36,000 ล้านบาท เดือนตุลาคมอยู่ที่ 15,000 ล้านบาท คาดว่าเดือนพฤศจิกายนจะลดลงมาอยู่ที่ 10,000-15,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากสถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นคาดว่าในช่วงเดือนธันวาคมยอดการโอนน่าจะกลับมาอยู่ที่ 20,000 ล้านบาททั้งนี้ในช่วงปี 53 ยอดการโอนกรรมสิทธิ์ของกรุงเทพฯ และปริมณฑล ทั้งโครงการเก่าและใหม่ มียอดทั้งปีอยู่ที่ 390,000 ล้านบาท คาดว่าในปี 54 ยอดการโอนทั้งปีจะอยู่ที่ 290,000-300,000 ล้านบาท ลดลง 100,000 ล้านบาท โดยยอดที่ลดลงกว่าร้อยละ 15 จะไม่หายไปเพียงแต่จะเลื่อนไปโอนในช่วงไตรมาสแรกของปี 55 เนื่องจาก 1. บ้านยังสร้างไม่เสร็จเนื่องจากไม่สามารถก่อสร้างได้ในช่วงน้ำท่วม 2. ผู้ซื้อไม่สะดวกเดินทางไปโอน

          "แต่อย่างไรก็ตาม ภาพรวมในปี 55 จะเป็นอย่างไร ต้องรอดูจากเศรษฐกิจโดยรวม , การฟื้นตัวของภาคอุตสาหกรรมคาดภาพรวมของอสังหาฯจะกลับมาฟื้นตัวอีกครั้งหลังช่วงกลางปี 55"

          ด้านโรงแรมได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมบ้างเล็กน้อย แต่ยังมีรายได้จากการเช่าของผู้ประสบภัยมาทดแทนนักท่องเที่ยวที่หายไป โดยเฉพาะโรงแรมย่านหัวหิน, เชียงใหม่, พัทยา ซึ่งโดยรวมถือว่ายังทรงตัวอยู่คาดว่าช่วงปลายปีจะมีเม็ดเงินกลับมาพอสมควร โดยเฉพาะโรงแรมระดับ 3 และ 4 ดาว

          ส่วนภาคออฟฟิศยังนิ่ง โดยในช่วงไตรมาส 3/54 ค่าเช่าระดับ A ขยับขึ้นเล็กน้อยจาก 680 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน ขึ้นมาที่ 690 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน เนื่องจากซัพพลายและดีมานด์ในตลาดยังไม่มีการขยับตัว คาดในปี 55 ส่วนของออฟฟิศจะยังคงนิ่งต่อไป ภาคซูเปอร์มาร์เก็ตในพื้นที่ที่ไม่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมมียอดขายเพิ่มขึ้นเนื่องจากการกักตุนอาหารและของใช้ของประชาชน

          เนื่องจากกังวลเรื่องน้ำท่วม ทั้งนี้รัฐต้องเร่งชี้แจงว่าหากในปี 55 มีน้ำมาอีกจะแก้ไขและป้องกันอย่างไร ไม่ให้น้ำเข้ามาท่วมซ้ำอีก เพื่อเป็นการสร้าง ความเชื่อมั่นในประเทศ แต่อย่างไรก็ตามรัฐบาลไม่ควรนำสถานการณ์น้ำท่วมในปี54 มาเป็นตัวตั้งในการป้องกันน้ำท่วมเนื่องจากน้ำท่วมในปีนี้เกิดจากความผิดพลาดจากการบริหารเรื่องน้ำท่วม ไม่ใช่เป็นการท่วมโดยธรรมชาติของน้ำที่ไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ

          ทั้งนี้ ทั้ง 3 สมาคมมีความเห็นคล้ายกันว่า ผังเมืองใหม่จำเป็นต้องดูแลให้การวางผังเมืองสอดคล้องกับภาวะน้ำท่วมและพื้นที่รับน้ำในอนาคตด้วย อีกทั้งต้องการให้ผังเมืองมองผังเมืองในเขตปริมณฑล อยุธยาและนครสวรรค์ด้วยเนื่องจากมีความเกี่ยวเนื่องกันกับระดับน้ำที่จะเข้ามากรุงเทพฯ อีกทั้งไม่เห็นด้วยหากผังเมืองจะยืดระยะเวลาการใช้ผังเมืองจากเดิม 5 ปี เป็น 10 ปี เพราะจะทำให้การพัฒนาเมืองขัดแย้งต่อความเจริญของเมืองที่เป็นจริง

          "อธิป พีชานนท์" กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าสถานการณ์ตลาดอสังหาฯในปี 55 จะมีการปรับราคาที่อยู่อาศัย เนื่องจากค่าแรงที่ปรับขึ้น, ราคาวัสดุ, ค่าขนส่งและอสังหาฯ ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมจะสามารถกลับมาฟื้นตัวได้ในช่วงครึ่งหลังของปี 55 ส่วนคอนโดฯและอสังหาฯอื่นที่ไม่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมจะเริ่มดีขึ้นตามลำดับ โดยในปี 55 อสังหาฯที่มีแนวโน้มเติบโตมากที่สุดคือคอนโดฯ รองลงมาคือทาวน์เฮาส์ ทั้งยังมีปัจจัยลบที่ต้องเฝ้าระวังคือ การออกมาตรการของภาครัฐ ทั้งการช่วยเหลือเยียวยา และเร่งสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนเรื่องน้ำท่วมและการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งหากประชาชนและนักลงทุนมีความมั่นใจจะสามารถถึงกำลังซื้อกลับมาได้ อีกทั้งยังมีปัจจัยจากภาคเศรษฐกิจทั้งในและนอกประเทศเป็นตัวกดดัน อีกทั้งภาวะเงินเฟ้อที่ต้องคอยเฝ้าระวังเนื่องจากหากภาวะเงินเฟ้อสูงขึ้นจะส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยสูงตาม และจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อลูกหนี้ที่กำลังผ่อนบ้าน โดยการปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1 จะทำให้ลูกหนี้แบกรับภาระเพิ่มขึ้นร้อยละ 8 ที่สำคัญที่สุดคือสถานการณ์ทางการเมืองในปี 55 ที่จะส่งกระทบโดยตรงต่อภาคอสังหาฯและเศรษฐกิจของประเทศส่วนปัจจัยบวกที่อาจจะมีในปี55 คือราคาบ้านเดี่ยวน่าจะยังไม่มีการปรับขึ้น เนื่องจากที่ดินที่จะใช้ในการทำบ้านจัดสรรยังไม่มีการปรับราคาขึ้น และการแข่งขันการปล่อยกู้ของธนาคารพาณิชย์ ซึ่งคาดว่าจะยังมีการออกแคมเปญ ที่น่าสนใจ อีกทั้งการเลื่อการบังคับใช้ LTV ของบ้านจัดสรรออกไปในปี 56 จะช่วยกระตุ้นการซื้อขายในตลาดอสังหาฯได้ส่วนหนึ่ง

          ขณะที่"ชายนิด โง้วศิริมณี"ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.พร็อพเพอร์ตี้เพอร์เฟค ระบุว่า บริษัทจำต้องเลื่อนแผนเปิดตัวโครงการใหม่จำนวน 5 โครงการ มูลค่ากว่า 6,000 ล้านบาทไปเป็นปีหน้า โดยในปี 55 นั้น จะให้ความสำคัญในแง่ของจิตวิทยาของผู้บริโภคเรื่องกำลังซื้อว่าจะมีมากน้อยแต่ไหน ซึ่งยอมรับว่าจากผลกระทบน้ำท่วมส่งผลให้ต้นทุนของบริษัทมีต้นทุนรวมเพิ่มขึ้นอย่างน้อยร้อยละ 5-10 แต่บริษัทยืนยันไม่มีการปรับราคาขึ้น เพื่อช่วยเหลือลูกค้าขณะเดียวกัน บริษัทได้มีการลดงบในการซื้อที่ดินลงจากเดิม 3,000 ล้านบาทเหลืองบซื้อที่ดินในปีหน้าเพียง 2,500 ล้านบาท

          "กรี เดชชัย"ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ บมจ.เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น มองว่า ภาพรวมอสังหาฯในปี54 ผู้ประกอบการเกือบทุกรายน่าจะได้รับผลกระทบด้วยกันทั้งหมด คาดว่ากำลังซื้อจะกลับมาอีกครั้งในช่วงหลังเดือนกุมภาพันธ์ 2555 ทั้งนี้ต้องรอดูอีกครั้งว่านักลงทุนและเงินลงทุนจะชะงักไปนานแค่ไหน

          อย่างไรก็ตาม คาดว่าในปี 2555 เศรษฐกิจไม่น่าจะเติบโตมากไปกว่านี้มากนัก อีกทั้งเชื่อว่าผลกระทบจากภาวะ          น้ำท่วมจะไม่เป็นปัจจัยหลักให้ผู้ซื้อเปลี่ยนทำเลเนื่องจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่คิดจะซื้อบ้านส่วนมากจะอิงจากทำเลเดิมที่เคยอยู่, บ้านญาติ, ที่ทำงาน เป็นหลัก อีกทั้งน้ำท่วมในครั้งนี้เกิดจากการแก้ไขและบริหารน้ำที่ผิดพลาด เชื่อว่าในภาพรวมวิกฤติน้ำท่วมจะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเรื่องความต้องการที่พักอาศัยและมีแนวโน้มที่ที่อยู่อาศัยประเภทแนวสูงหรือคอนโดฯ จะมีความต้องการเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากลูกค้าอาจจะต้องการซื้อเพื่อใช้เป็นที่พักสำรอง โดยเลือกทำเลที่ตั้งย่านใจกลางเมือง เนื่องจากเป็นเขตศูนย์กลางธุรกิจที่จะได้รับการป้องกันเป็นพิเศษ ส่วนการตัดสินใจเลือกซื้อที่พักอาศัยในอนาคต ผู้ซื้อก็จะให้ความสำคัญกับการออกแบบโครงการที่คำนึงถึงการป้องกันน้ำท่วม และจะพิจารณามาตรการในการป้องกันน้ำท่วมของโครงการนั้นๆ เพิ่มมากขึ้น โดยโครงการของเอสซี เอสแสท ได้มีการออกแบบโครงการในอนาคตให้สามารถป้องกันน้ำท่วมได้ในระดับ 1 เมตรจากถนนสายหลักอีกทั้งเตรียมเสริมคันดินและอุปกรณ์สูบน้ำและบ่อพักน้ำในทุกโครงการ

ที่มา: หนังสือพิมพ์สยามรัฐ

น้ำท่วมเปลี่ยนทำเลทอง บ้านย้ายโซนบูมฝั่งตะวันออก


         เป็นอีกครั้งที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์เจอมรสุมลูกใหญ่ถล่มให้เกิดอาการซวนเซ เมื่อน้ำท่วมใหญ่ในหลายจังหวัดทั่วประเทศไทย โดยเฉพาะพื้นที่รอบกรุงเทพฯ เช่น จ.พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี รวมถึงหลายพื้นที่ของกรุงเทพฯ ส่งผลกระทบอย่างหนักกับตลาดบ้านแนวราบเกือบทุกโครงการในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบแทบไม่มียอดขายเข้ามาในไตรมาส 4

          นอกจากนี้ ยอดโอนกรรมสิทธิ์ต่างๆ ก็ชะลอตัวตามไปด้วย โดยเฉพาะโซนที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก เช่น บริเวณถนนสาย 345 ราชพฤกษ์ บางบัวทอง รังสิต สายไหมเพชรเกษม-บางแค ซึ่งล้วนเคยเป็นทำเลทองสำหรับตลาดบ้านแนวราบในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา

          แต่เมื่อทำเลที่กล่าวถึงต้องเจอน้ำท่วมอย่างหนักในรอบนี้ ย่อมทำให้ทำเลทองปี 2555 คงเปลี่ยนทิศ จากฟากฝั่งตะวันตกมาปักหลักในฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ แทน ซึ่งผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มีโครงการกระจายอยู่ทั่วกรุงเทพฯ คงสามารถปรับแผนรับตลาดเปลี่ยนได้ทัน แต่รายเล็กที่มีโครงการอยู่เฉพาะย่านตะวันตกคงต้องรอเพียงวันฟื้นตัวเท่านั้น

          สัมมา คีตสิน ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ เปิดเผยว่า จากการวิเคราะห์ทำเลที่มียอดขายที่ดีในปีนี้ ประกอบกับมีจำนวนอุปทานในตลาดไม่มาก และอยู่ในพื้นที่ที่ไม่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมในรอบนี้ มีโอกาสที่จะกลายเป็นทำเลเด่นในปีหน้าได้

          ทำเลเด่นสำหรับบ้านแนวราบในปีหน้ามีด้วยกัน 7 ทำเลที่น่าสนใจ ประกอบด้วย ทำเลที่ 1 สุขุมวิทตอนปลาย ที่จะได้รับอานิสงส์จากรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายมาเป็นส่วนเสริมด้วยโดยตัวเลขการขายสะสมในครึ่งปีแรกอยู่ที่4,231 หน่วย เหลือขายเพียง 1,591 หน่วย

          ทำเลที่ 2 รัชดาฯ-ลาดพร้าว ทำเลของที่อยู่อาศัยราคาแพง แม้ว่าครั้งนี้จะได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม แต่เป็นเพียงระยะสั้นอีกทั้งการอยู่ใกล้รถไฟฟ้าใต้ดิน ทำให้แม้เกิดน้ำท่วมก็ยังสามารถเดินทางไปสถานที่ต่างๆได้ โดยมียอดขายในครึ่งปีแรก 2,013 หน่วยเหลือขายเพียง 631 หน่วย ซึ่งถือว่าอุปทานน้อยมาก มีโอกาสที่จะเพิ่มเติมได้อีก

          ทำเลที่ 3 ย่านคลองสาน ชุมชนเก่าที่ยังได้รับความสนใจจากคนฝั่งธนบุรี และยังได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมรอบนี้น้อยมาก มีจำนวนเหลือขายเพียง 484 หน่วยเท่านั้น ทำเลที่ 4 บางกะปิ-บึงกุ่ม หนึ่งในพื้นที่โซนตะวันออกที่มีอุปทานหลงเหลืออยู่เพียง 1,818 หน่วย

         ทำเล ที่ 5 สุขสวัสดิ์ มีหน่วยเหลือขายอยู่ที่ 1,221 หน่วย

         ทำเลที่ 6 คือ บางนา ถือว่าเป็นโซนที่โดดเด่นที่สุดในบรรดาทำเลที่กล่าวถึง เพราะนอกจากจะใกล้กับรถไฟฟ้าส่วนต่อขยาย ยังมีการลงทุนของธุรกิจค้าปลีกรายใหญ่จำนวนมากทั้งที่เกิดขึ้นแล้วและกำลังจะเกิดขึ้น เช่นเมกะบางนา เดอะมอลล์แห่งใหม่

          แต่สิ่งที่ต้องระวัง คือ ทำเลนี้มีอุปทานหลงเหลือสูงอยู่ที่ 8,086 หน่วย แต่ในช่วงครึ่งปีแรกมียอดขายสะสมมากกว่า 1.7 หมื่นหน่วย และทำเลที่ 7 เมืองสมุทรสาคร โซนที่อยู่อาศัยราคาถูก มีอุปทานเหลืออยู่ 2,624 หน่วย

          ด้านทำเลเด่นสำหรับตลาดคอนโดมิเนียมแน่นอนว่าจะต้องมีปัจจัยเรื่องใกล้รถไฟฟ้าเป็นสำคัญ โดยมีด้วยกัน 8 ทำเล ประกอบด้วย ทำเลที่ 1 เพลินจิต-วิทยุ หน่วยเหลือขายเพียง 180 หน่วย ทำเลที่ 2 สีลม-สาทร หน่วยเหลือขายเพียง 774 หน่วย ซึ่งทั้งสองทำเลดังกล่าวเป็นโซนคอนโดมิเนียมหรู แม้จะมีจำนวนเหลือน้อย แต่ส่วนใหญ่เป็นราคาแพง

          ทำเลที่ 3 พหลโยธิน หลังจากเคยบูมมารอบหนึ่งเมื่อ 3-4 ปีที่แล้ว ปีหน้ามีโอกาสจะกลับมาคึกคักรอบใหม่ เพราะอุปทานในตลาดเหลือน้อย อยู่ที่ 1 ,393 หน่วย เช่นเดียวกับทำเลที่ 4 ตากสิน-ธนบุรี หรือที่ผู้ประกอบการนิยมเรียกว่า สาทร-ตากสิน จะกลับมาบูมอีกครั้ง เพราะอุปทานเก่าถูกดูดซับไปจำนวนมากแล้ว เหลือเพียง 758 หน่วย

          ทำเลที่ 5 สุขุมวิทตอนปลาย ที่นอกจากจะติดโผทำเลเด่นของบ้านแนวราบแล้ว ยังติดโผตลาดแนวสูงด้วย เพราะรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายที่เปิดให้บริการทำให้เดินทางเข้าเมืองสะดวก ภายใต้ราคาห้องชุดที่ยังไม่แพงนัก โดยปัจจุบันมีอุปทานเหลือขายอยู่ที่ 6,833 หน่วย จากที่เคยสะสมไปแล้วกว่า 2.4 หมื่นหน่วย

          ทำเลที่ 6 หลักสี่-ดอนเมือง-แจ้งวัฒนะ แม้จะได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมรอบนี้เล็กน้อยแต่มีปัจจัยบวกเรื่องศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ

          ตลาดแรงงานกำลังซื้อสูงขนาดใหญ่ จะเป็นแรงส่งสำคัญที่ยังทำให้คอนโดมิเนียมในย่านนี้ได้รับความสนใจ เพราะกลุ่มเป้าหมายต้องการหาที่อยู่ใกล้แหล่งทำงาน โดยมีอุปทานเหลือขายอยู่ที่ 3,730 หน่วย ส่วน 2 ทำเลสุดท้ายเพชรบุรี และพระราม 9 ที่กำลังมาแรงในปีนี้คาดว่าจะต่อเนื่องถึงปีหน้า

          อย่างไรก็ตาม การที่ทำเลเด่นในปี 2555 ถูกเปลี่ยนทิศทางไป กิตติพล ปราโมช ณ อยุธยา นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทยได้ให้ในอีกมุมมองหนึ่งว่า น้ำท่วมรอบนี้เคลื่อนที่อย่างผิดทิศทาง จึงไม่อาจใช้เป็นเกณฑ์ในการพิจารณาว่าทำเลที่น้ำท่วมรอบนี้จะเป็นทำเลที่น้ำท่วมตลอดไปได้ หรือทำเลที่น้ำไม่ได้ท่วมรอบนี้จะไม่ท่วมตลอดไป

ที่มา: หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

LPN ตั้งเป้ารายได้ 55 โต 10-15% จ่อเปิดเพิ่ม 10 โครงการ มูลค่า 1.5 หมื่นลบ.


LPN ตั้งเป้ารายได้ปี55 โต 10 - 15% หลังตุน Backlog แล้วกว่า 1.4 หมื่นล้านบาท จ่อเปิดโครงการเพิ่มปีหน้า 10 โครงการ มูลค่า 1.5 หมื่นล้านบาท พร้อมคาดยอดโอนที่ดินก่อนสิ้นปีนี้พุ่งกระฉูด หลังคลังจ่อปรับเพิ่มราคาประเมินที่ดิน 1 ม.ค. 55 ยันไม่กระทบ ต้นทุน บริษัทฯ เพิ่ม มั่นใจรายได้ปีนี้เข้าเป้า 1.2 หมื่นล้านบาท หลังโครงการขายหมดเกลี้ยง ก่อนน้ำท่วม

          นายโอภาส ศรีพยัคฆ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) (LPN) เปิดเผยว่า บริษัทฯ ตั้งเป้ารายได้ในปี 55 เติบโตประมาณ 10-15% เบื้องต้น มาจากการรับรู้ รายได้จากยอดขายในมือ (Backlog) ประมาณกว่า 1.4 หมื่นล้านบาท โดยจะทยอยรับรู้รายได้ในปีหน้าประมาณ 1.3 หมื่นล้านบาทส่วนที่เหลือประมาณ 1-2 พันล้านบาท จะรับรู้รายได้ในปี 56 และได้เตรียมงบประมาณไว้ซื้อที่ดินในปีหน้า 2.5 พันล้านบาท นอกจากนี้ ในปีหน้าบริษัทฯ เตรียมเปิดโครงการเพิ่ม 10 โครงการมูลค่าประมาณ 1.5 หมื่นล้านบาท โดยจะสามารถทยอย รับรู้รายได้ในปี 2556-2557

          ทั้งนี้ ประเมิน แนวโน้มตลาดฯ อสังหาฯ ในปีหน้าคาดว่าพฤติกรรม ผู้บริโภคจะเริ่มส่งสัญญาณ ดีขึ้นได้ตั้งแต่ไตรมาส 1/55 เป็นต้นไป เนื่องจาก ความเชื่อมั่นผู้บริโภคหลังเหตุการณ์น้ำท่วมจะเริ่มกลับเพราะรัฐบาลจะมีแนวทาง ในการป้องกันมากขึ้น นอกจากนี้ คาดว่าพฤติกรรมผู้บริโภคจะมีความต้องการที่อยู่อาศัยประเภทคอนโดมิเนียมมากขึ้น

          นอกจากนี้ คาดว่าภายในสิ้นปีนี้ยอดการโอนที่ดินจะปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงมาก เนื่องจากกระทรวงการคลังได้ปรับเปลี่ยนราคาประเมินที่ดินทั่วประเทศใหม่ในวันที่ 1 มกราคม 2555 ทั้งนี้ราคาที่ดินทั่วประเทศเพิ่มขึ้น โดยเฉลี่ยประมาณ 21.34% ทำให้ต้องเสียภาษีการโอนและขายที่ดินเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดี นโยบายดังกล่าวไม่ได้ส่งผลกระทบต่อต้นทุนของ  บริษัทฯ ในการซื้อที่ดิน เพราะราคาขายที่ดินในตลาดฯ จะสูงกว่าราคาประเมินอยู่แล้ว ประกอบกับราคาประเมินคอนโดฯ และบ้านยังไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลง โดยปัจจุบันบริษัทฯ มีต้นทุน ซื้อที่ดินประมาณ 25% ของรายจ่ายทั้งหมดส่วนที่เหลือ 75% เป็นต้นทุน ค่าก่อสร้าง

          พร้อมกันนี้ นายโอภาส กล่าวด้วยว่า รายได้ในปีนี้จะเป็นไปตามเป้าที่ 1.2 หมื่นล้านบาท เนื่องจากบริษัทฯ ได้ขายโครงการหมดก่อนช่วง เกิดวิกฤตน้ำท่วม เดือนต.ค. 54 ทั้งนี้ บริษัทฯ จะมีการประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ เพื่อจ่ายปันผลให้กับผู้ถือหุ้นปี 54 ในช่วงเดือน มี.ค. 55 ภายหลังจากได้จ่ายปันผลระหว่างกาลในช่วงกลางปี ไปเรียบร้อยแล้ว

ที่มา: หนังสือพิมพ์ดิจิตอล Investor Station

อสังหาฯปีมังกรเจอศึกหนักตลาดซบ-หลากปัจจัยรุมเร้า ( 30 ธันวาคม 2554 )


นายสัมมา คีตสิน ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ เปิดเผยถึงภาพรวมอสังหาฯในปี 2555 ว่าสถานการณ์จะดีขึ้นหรือไม่นั้นอยู่ที่ปัจจัยที่มากระทบ โดยปัจจัยลบที่ต้องจับตามองคือ เศรษฐกิจต่างประเทศ โดยเฉพาะทางยุโรป และค่าแรงที่เตรียมปรับขึ้นในช่วงเดือนเมษายน ทั้งนี้ หากมีการปรับขึ้นจริงก็จะส่งทั้งผลดีต่อผู้ประกอบการและผู้ซื้อ และจะส่งผลลบให้ราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้น, ราคาวัสดุก่อสร้าง, การขาดแคลนแรง งาน, ความกังวลเกี่ยวกับวิกฤตน้ำท่วม และการเมืองภายในประเทศ ซึ่งหากไม่มีปัจจัยดังกล่าวมากระทบคาดว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ในปี 2555 น่าจะโตที่ 4%
ทั้งนี้ คาดว่าจากสถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นในปีนี้จะส่งผลให้ตลาดอสังหาฯซบเซาไปอีกประมาณ 3-6 เดือน โดยในพื้นที่ที่มีระดับน้ำท่วมสูงการซื้อขายน่าจะลดลงประมาณ 50% ซึ่งต้องใช้เวลาฟื้นตัวอีก 3-5 เดือน ในพื้นที่ที่มีน้ำท่วมเล็กน้อยการซื้อ ขายน่าจะลดลง 25-30% ดีมานด์น่าจะกลับมาอีกครั้งในช่วงกลางปี 2555 เนื่องจากผู้ซื้อส่วนใหญ่มีค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมบ้าน ส่งผลให้กำลังซื้อและความต้อง การซื้อหายไปชั่วคราว คาดว่าในปี 2555 การเปิดตัวโครงการแนวสูงจะกลับเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากมีการเลื่อนโครงการมาจากปี 2554 คาดว่ายอดขายคอนโดมิเนียมในปี 2555 น่าจะมากกว่าปี 2554 ประมาณ 10,000 หน่วย จากเดิม 44,000 หน่วย
ด้านนายธำรง ปัญญาสกุลวงศ์ นายกสมาคมอาคารชุดไทย กล่าวว่า ผู้บริโภคจะชะลอซื้อบ้านใหม่ออกไปอีกอย่างน้อย 1 ปี เพราะความกังวลจากปัญหาน้ำท่วม และตลาดคอนโดฯไม่ได้รับอานิสงส์ที่คนหันมาซื้อทดแทนบ้านที่ถูกน้ำท่วม เนื่องจากผู้บริโภคไม่ต้องการที่จะซื้อบ้านช่วงนี้ และหลังจากนี้ไปราคาคอนโดฯจะต้องปรับขึ้นทุกปีในระดับ 5-10% สำหรับแนวทางการแก้ปัญหานั้น ส่วนสำคัญต้องมาจากภาครัฐ  รัฐต้องประกาศให้ชัดเจนว่าเหตุการณ์น้ำท่วมในครั้งนี้จะเป็นน้ำท่วมครั้งสุดท้าย เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ประกอบการและผู้บริโภคว่าภาครัฐจะสามารถรับมือกับสถานการณ์น้ำที่อาจเกิดขึ้นได้อีกในอนาคต
ด้านนายกิตติพล ปราโมช ณ อยุธยา นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย กล่าวว่า  ในปี 2555 อาจจะเกิดปัญหาภัยธรรมชาติรุนแรงขึ้นอีก เช่น ปัญหาแผ่นดินไหว น้ำท่วม หรือโรคระบาด จึงอยากกระตุ้นให้ผู้ประกอบการเร่งปรับตัวเพื่อรับ มือ ทั้งการกระจายความเสี่ยงการลงทุนในพื้นที่อื่น ทั้งในต่างจังหวัดและปริมณฑล ปรับมาลงทุนธุรกิจอื่นๆ จากเดิมลงทุนบ้านเดี่ยวก็ขยายมาลงทุนคอนโดฯ หรือขยายตลาดไปเจาะกลุ่มลูกค้าต่างชาติ ส่วนข้อเสนอไปยังภาครัฐนั้น อยากให้มีมาตรการจัดการน้ำให้ชัดเจนที่สุด วาง กฎหมายผังเมืองให้เป็นระบบ หากรัฐสามารถดำเนินการทุกอย่างได้ เชื่อว่าตลาดอสังหาฯและเศรษฐกิจจะกลับมาฟื้นตัวโดยเร็ว
นายอธิป พีชานนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ภาพรวมธุรกิจอสังหาฯในปี 2555 คาดว่าจะกลับมาฟื้นตัวชัดเจนในช่วงครึ่งปีหลัง โดยช่วงครึ่งปีแรกทำเลที่ไม่ถูกน้ำท่วมน่าจะมียอดขายที่ดีขึ้น รวมถึงราคาขายที่สูงขึ้น ส่วนทำเลที่ถูกน้ำท่วมคาดว่าใช้เวลาฟื้นฟู 2 ไตรมาสก่อนกลับสู่ภาวะปรกติ สำหรับปัจจัยเสี่ยงต่อธุรกิจอสังหาฯในปีหน้ายังเป็นเรื่องเงินเฟ้อที่อยู่ระดับสูงกดดันให้ดอกเบี้ยไม่สามารถปรับลดลงได้
นายกิติศักดิ์ จำปาทิพย์พงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นจูรี 21 เรียลตี้ แอฟฟิลิเอทส์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ภาพรวมอสังหาฯในปี 2555 มีปัจจัยเสี่ยงสูงในการลงทุน โดยเฉพาะความเสี่ยงเรื่องความไม่แน่นอนด้านการ เมือง และอัตราดอกเบี้ย รวมถึงการขยับขึ้นของราคาที่ดินและวัสดุก่อสร้าง โดยเฉพาะปัญหาการเมืองเป็นตัวลดความเชื่อมั่นการลงทุน
บทสรุปภาพรวมตลาดอสังหาฯปีมังกร คาดว่าจะค่อยๆ ฟื้นตัว โดยคนซื้อบ้านจะเริ่มกลับมาในช่วงครึ่งหลังของปี  ในส่วนของภาครัฐการใช้ประโยชน์ที่ดินในผังเมืองรวม กทม. จะต้องมีความชัดเจนว่าพื้นที่ไหนน้ำท่วม โดยเฉพาะพื้นที่ด้านภูมิศาสตร์ที่เป็นพื้นที่รับน้ำโดยธรรมชาติ กทม. ควรประกาศ ให้ชัดเจนที่ผู้ซื้อบ้านจะต้องรับความเสี่ยงในการถูกน้ำท่วม ขณะที่ผู้ประกอบการเองควรมีจรรยาบรรณ หากรู้ว่าพื้นที่ไหนเป็นแหล่งรับน้ำก็ไม่ควรพัฒนาโครงการย่านนั้น
ที่มา : หนังสือพิมพ์โลกวันนี้