วันอังคารที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

โนเบิลกางแผน 5 ปีตั้งเป้ายอดขาย

“ในช่วง 5 ปี หากยอดขายแตะ 1 หมื่นล้านบาท บริษัทคงติดอันดับ 6 ถึง 7 ในตลาดอสังหาริมทรัพย์ โดยโนเบิล ยังมุ่งพัฒนาโครงการที่มีแนวคิดที่แตกต่างจากผู้ประกอบการรายอื่น  รวมถึงพิจารณาเพื่อโครงกาเพื่อจับตลาดระดับล่าง ที่บริษัทฯยังไม่มีความถนัด เนื่องจากที่ผ่านมาเป็นผู้พัฒนาโครงการระดับไฮเอ็นมาโดยตลอด”

สำหรับ ในปีนี้บริษัทฯมีแผนเปิดตัวโครงการใหม่ 4  โครงการ มูลค่าโครงการรวม 6,000 ล้านบาท ขณะนี้เปิดเผยรายละเอียดได้ 2 โครงการ โดยโครงการแรกในช่วงปลายไตรมาสสอง เป็นคอนโดมิเนียมย่านรัชดาภิเษก จำนวน 400-500 ยูนิต เนื้อที่ 7 ไร่  มูลค่าโครงการ 2,000 ล้านบาท  จับตลาดระดับบนราคา 9 หมื่นกว่าบาทต่อตร.ม.  และโครงการคอนโดมิเนียมในซ.อารีย์ พหลโยธิน เนื้อที่ 2 ไร่ครึ่ง จะเปิดขายในไตรมาส 3   ราคาขายไม่ต่ำกว่า 1 แสนบาทต่อตร.ม. ส่วนอีก 2 โครงการนั้นยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้แต่จะยังพัฒนาเป็นคอนโดมิเนียม ในเมือง โดยปีนี้บริษัทฯตั้งงบซื้อที่ดินไว้ 2,500 ล้านบาท
นายธงชัยกล่าวว่า ตัวเลขยอดขายในปีนี้จะต่ำกว่าปีที่ผ่านมาประมาณ 20% แต่ยอดรับรู้รายได้จะสูงกว่าปีก่อน 10% เนื่องจากจะมีโครงการใหม่ที่เปิดตัวน้อย แต่ยังมีการโอนโครงการมากกว่าปีที่ผ่านมา  ปัจจุบันบริษัทฯมีสินค้ารอรับรู้รายได้หรือแบ็คล็อคอยู่ 1.2 หมื่นล้านบาท อาทิ โครงการโนเบิล รีฟอร์ม  โนเบิล รีฟายด์  มูลค่า 2,500 ล้านบาท และโครงการที่ยังเป็นสินค้าคงค้างอยู่อีกคิดเป็นมูลค่า  3 ,000 กว่าล้านบาท  ส่วนโครงการโนเบิล เพลินจิต  มูลค่า 1.45 หมื่นล้านบาท  จำนวน 1,442  ยูนิต ปัจจุบันโครงการดังกล่าว มียอดขายแล้ว 60%หรือ 7,000 ล้านบาท คาดว่าจะสามารถปิดการขายในอีก 2  ปี  และก่อสร้างเสร็จในปี  2558
“เชื่อว่าตลาดอสังหาฯจะเริ่มกลับมาคึกคักอีกครั้งในช่วงครึ่งปีหลัง  ซึ่งผลกระทบจากภาวะน้ำท่วมในปีก่อน ได้ส่งผลกีต่อตลาดคอนโดฯในเมือง ขณะที่การพัฒนาคอนโดในเมืองจะต้องระมัดระวัง เพิ่มขึ้น เพื่อป้องกันปัญหาน้ำท่วมที่อาจจะเกิดขึ้น เช่น การถมที่ดินให้สูงขึ้นกว่าระดับถนน” นายธงชัยกล่าว    


โนเบิลกางแผน5ปีตั้งเป้ายอดขายแตะ 1 หมื่นล้านบาทลุยทั้งตลาดระดับบน-ยันล่าง พร้อมเร่งศึกษาโครงการจังหวัดหัวเมืองท่องเที่ยว
 
 นายธงชัย บุศราพันธ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โนเบิล ดีเวลลอปเมนท์ เปิดเผยว่าได้วางแผนระยะยาว5  ปีจะต้องมียอดขายถึง 1 หมื่นล้านบาท โดยมีแผนจะพัฒนาโครงการที่จับตลาดระดับบน และระดับล่าง ขณะเดียวกันก็เร่งศึกษาโครงการในจังหวัดหัวเมืองท่องเที่ยว อย่างเช่น ชะอำ หัวหิน พัทยา เกาะสมุย และภูเก็ต ซึ่งที่ภูเก็ตบริษัทฯให้น้ำหนักมากที่สุด อาจจะเริ่มพัฒนาก่อนในปี 2556



โพสต์ทูเดย์

บ้านเอื้ออาทรเฟส 2 ไม่มีปัญหา

การเคหะฯ ยัน บ้านเอื้ออาทรเฟส 2 ไม่มีปัญหา เน้นพื้นที่ที่มีความต้องการจริง


 
          บ้านเอื้ออาทรรูปแบบเดิม

นายวิฑูรย์ เจียสกุล ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ (กคช.) เปิดเผยว่า กคช.อยู่ระหว่างการศึกษาถึงความเป็นไปได้ในการจัดทำโครงการที่อยู่อาศัย สำหรับผู้มีรายได้น้อยลักษณะเดียวกับบ้านเอื้ออาทร ตามนโยบายของ รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ส่วนจะมีการก่อสร้างเพิ่มเติมอีกกี่หน่วย หรือก่อสร้างในทำเลไหนขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้และความต้อง การในแต่ละทำเล
อย่างไรก็ตาม โครงการใหม่จะไม่ใช้ชื่อว่า “เอื้ออาทร” อีก และยืนยันว่าโครงการใหม่นี้จะดำเนินงานด้วยความโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ โดยจะไม่สร้างในทำเลที่ไม่มีความต้องการ ซึ่งทำให้เกิดความต้องการเทียมเหมือนกับที่เคยขึ้นกับโครงการบ้านเอื้ออาทร เฟสแรกอีก เพราะมีประสบการณ์ในการทำงานมาแล้ว
โครงการเอื้ออาทรในปัจจุบันยังอยู่ระหว่างการก่อสร้างอีกประมาณ 2 หมื่นหน่วย ซึ่ง กคช.จะเร่งสร้างและปิดโครงการให้ได้ภายในปี 2556 และอาจปรับเพิ่มราคาตามต้นทุนและทำเลอีกในปีนี้ โดยเฉพาะในทำเลที่น้ำไม่ท่วม ซึ่งขณะนี้ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ราคาจึงปรับเพิ่มอีกประมาณ 10%
นายวิฑูรย์ กล่าวว่า ส่วนนโยบายในการดำเนินงานของ กคช.ในปีนี้จะให้ความสำคัญกับการทำระบบป้องกันน้ำท่วม ตามพื้นที่หลักที่ประสบปัญหาน้ำท่วม เช่น บางบัวทอง ปทุมธานี นครปฐม นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับเรื่องการพัฒนาโครงการชุมชนน่าอยู่สบายใน เขตกรุงเทพฯ ปริมณฑล และภูมิภาค จำนวน 5 หมื่นหน่วย เริ่มตั้งแต่ปี 2551-2561 โดยในระยะแรกจะจัดสร้าง 25 โครงการ ประมาณ 1.5 หมื่นหน่วย เช่น โครงการพาร์ควิลล์–ร่มเกล้า โครงการเคหะชุมชน ศรีสะเกษ 2 ฯลฯ
นอกจากนี้ ยังมีนโยบายพัฒนาโครงการบ้านเอื้ออาทร ประหยัดพลังงาน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษารูปแบบและเทคโนโลยีที่เหมาะสมระหว่าง กคช. บริษัท เซลเลนเนียม (ประเทศไทย) และบริษัท ฮอร์สชู พอยท์ ซึ่งเป็นผู้ออกแบบและจัดทำระบบต่างๆ ของบ้านประหยัดพลังงาน โดยคาดว่าโครงการต้นแบบแห่งแรกจะเริ่มได้ในปี 2556
ทั้งนี้ จะนำเทคโนโลยีที่ทั้งสามหน่วยงานมาศึกษาร่วมกันเพื่อปรับใช้กับบ้านเอื้อ อาทร ซึ่งทาง กคช.จะเป็นผู้ลงทุนเรื่องระบบประหยัดพลังงานในโครงการต่างๆ และผู้ซื้อบ้านในโครงการนี้จะมีต้นทุนเพิ่มหน่วยละ 9 หมื่น1 แสนบาท หรือมีภาระในการผ่อนชำระเพิ่มขึ้นจากค่างวดปกติอีกเดือนละ 1,000 ใน 8 ปีแรกของการผ่อนชำระแต่สิ่งที่จะได้คือค่าไฟฟ้าที่จ่ายจะลดลง และประหยัดในระยะยาว

โพสต์ทูเดย์

ปรับราคาวัสดุก่อสร้าง 5% 'ตราเพชร'

นายสาธิต สุดบรรทัด รองกรรมการผู้จัดการสายการขายและการตลาด บริษัท ผลิตภัณฑ์ตราเพชร ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ระบบหลังคา ไม้สังเคราะห์ พื้นไม้ลามิเนต แผ่นบอร์ดยิปซัมภายใต้แบรนด์ตราเพชร เปิดเผยว่าจากความต้องการใช้วัสดุก่อสร้างโดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่ใช้ปูน ซีเมนต์ เป็นส่วนประกอบในการผลิตกระเบื้องหลังคา  ส่งผลให้ราคาขายในไตรมาสแรกปีนี้ ต้องมีการปรับราคาขึ้น 3-5% และคาดว่าทั้งปีต้องปรับราคาขายขึ้นเฉลี่ย  5%

 
สาธิต

“หลังจากผ่านเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ต้นทุนในการผลิตวัสดุก่อสร้างมีการปรับ ตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะปูนซีเมนต์ที่เคยให้ส่วนลด 30% โดยได้ดึงเพดานส่วนลดกลับ 15-20%  อีกทั้งต้นทุนค่าขนส่งปรับสูงขึ้นจากราคาน้ำมัน ทำให้บริษัทฯต้องแยกค่าขนส่งออกต่างหาก และมีการคิดราคาเพิ่มกับตัวแทนจำหน่ายตามระยะทาง”
สำหรับทิศทางการทำตลาดในปีนี้ บริษัทให้ความสำคัญกับช่องทางขายผ่านห้างค้าปลีกวัสดุก่อสร้างขนาดใหญ่มาก ขึ้น หลังจากผู้ประกอบการได้ขยายการลงทุน เปิดสาขาเพิ่มทั้งในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และต่างจังหวัดเพื่อรองรับพฤติกรรมของลูกค้าที่หันมาซื้อสินค้าวัสดุก่อ สร้างผ่านช่องทางดังกล่าวมากขึ้น  ซึ่งในปีที่ผ่านมาช่องทางการขายผ่านโมเดิร์นเทรดมีอยู่ 5% คาดว่าปีนี้จะขยับไปสูงถึง 10%  
พร้อมกันนี้บริษัทจะเน้นขายสินค้าเป็นโซลูชั่นมากขึ้นเพื่อเพิ่ม ประสิทธิภาพ ลดระยะเวลาก่อสร้าง รวมถึงต้นทุน เช่นระบบโครงหลังคาสำเร็จรูป ระบบผนังสำเร็จรูป  กระเบื้องมุงหลังคาจตุลอน และผลิตภัณฑ์กลุ่มไฟเบอร์ซีเมนต์ หลังจากบริษัทฯได้เดินสายการตลาดเอ็นที 10 มีกำลังการผลิต 7.2  หมื่นตัน พร้อมที่จะเริ่มผลิตสินค้าได้กลางปีนี้ ช่วยให้บริษัทฯมีความสามารถการแข่งขันในการทำตลาด  ขณะเดียวกันปีที่ผ่านมาบริษัทฯได้ซื้อที่ดินในจ.สระบุรี เพิ่มอีก 150 ไร่ เพื่อรองรับกับการลงทุนโรงงานผลิตคอนกรีตมวลเบา โดยได้ลงทุนไปจำนวน 700  ล้านบาท คาดว่าจะสามารถเริ่มผลิตได้ในปี 2556  มีกำลังการผลิต 1.4 แสนตันต่อปี ซึ่งจะสร้างยอดขายได้ไม่ต่ำกว่า 500 ล้านบาทต่อปี และคาดว่าจะคืนทุนได้ภายใน 4-5 ปี       
นอกจากนี้บริษัทฯจะขยายตลาดส่งออกเพิ่มขึ้น จากปัจจุบันที่ส่งออกไปยังตลาดประเทศเพื่อนบ้าน 10 ประเทศ  โดยมองว่าประเทศพม่ามีศักยภาพเพิ่มขึ้นหลังจากรัฐบาลเปิดประเทศ ทำให้เชื่อว่าจะขยายตลาดส่งออกเพิ่มขึ้นเป็น 10% จากปีที่ผ่านมาสัดส่วนการส่งออกอยู่ที่ 7-8%  และคาดว่ายอดขายรวมปีนี้จะเติบโต 13% หรือมียอดขายรวม 3,900  ล้านบาท

โพสต์ทูเดย์